คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่สาม...เอกสารสำหรับแอพพิเคชั่นอ่านออกเสียงนักเรียนผู้พิการทางการมองเห็น(หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์)

 คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่สาม

คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ กล่าวถึง ความผิดปกติธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนผ่านของฤดูต่างๆในรอบปี การรักษาธาตุทั้งสี่ให้เป็นปกติ รวมถึงการใช้ตำรับยาแก้โรค มูลเหตุการเกิดโรคหกประการ ข้อห้ามสิบเอ็ดประการ สำหรับผู้ป่วย ไข้เอกโทษ ไข้ทุวันโทษ ไข้ตรีโทษ และรสยาเก้ารส

ธาตุสี่พิการ

1.ปถวีธาตุพิการ ทำให้กายคนแข็งกระด้าง ตึงชา เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง แข็งดังขอนไม้ เปรียบดังถูกงูกฏมุขกัด

2.อาโปธาตุพิการ ให้พรุนเปื่อยเป็นหิดเป็นฝี บางทีเป็นเม็ดคันทั้งตัว มีน้ำเหลืองไหลปรี่เหม็นเน่า เปรียบดังถูกงูปูติมุขกัด พิษซ่านทั่วกาย

3.เตโชธาตุพิการ ให้รุ่มร้อนเป็นกำลัง ผิวหนังหม่นไหม้ด้านดำ ดังถูกงูอัคคีมุขกัด ดังถูกไฟลนทั่วทั้งกาย

4.วาโยธาตุพิการ มีโทษมากกว่าธาตุทั้งสาม มีพิษให้เปื่อยพัง ให้ขาดเป็นชิ้นๆ ดังมีดเชือด  ดังถูกงูสัตถมุขกัด ให้เปื่อยเน่าทั่วกาย

ฤดูสามให้ธาตุพิการ

1.คิมหันต์ฤดู(ร้อน) ตั้งแต่แรมหนึ่งค่ำเดือนสี่ ไปถึงขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด เตโชธาตุพิการ โลหิตเป็นต้นไข้ มักให้โทษนานาประการ

2.วสันตฤดู (ฝน) ตั้งแต่แรม1ค่ำเดือนแปด ไปจนถึง ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสอง วาโยธาตุพิการ ให้โทษแก่ธาตุทุกกอง

3.เหมันตฤดู (หนาว) ตั้งแต่แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบสอง ไปจนถึงขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสี่ อาโปธาตุพิการ 

 ฤดูสี่ให้พิการ

1.คิมหันตฤดู เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ็ด  เป็นเพื่อเตโชธาตุ  พิกัดสันตัปปัคคีให้โลหิตกำเริบ อยากอาหารบ่อย กินมิทันอิ่มให้อาเจียน ขัดอก แสบไส้จุกเสียด  เวียนหน้า เป็นลมในอุทร  ให้ปวดมวนท้อง มือเท้าสั่น  เมื่อยตัว หายใจดุจหืด  ระส่ำระสาย และเกิดลมร้ายหกจำพวก เพราะกินอาหารแสลง

2.วสันตฤดู เดือนแปด เดือนเก้า เดือนสิบ เป็นเพื่อวาโยกำเริบ ปริณามัคคีหย่อน เหตุเกิดเพราะกินอาหารชุ่มมัน  ให้เกิดโรคผอมเหลือง หายใจสั้น ให้ท้องลั่นโครก แดกขึ้นแดกลง หาวเรอ วิงเวียนหน้าตา กินอาหารไม่รู้รส หูหนัก ปากเหม็น ปากหวาน เกิดกาฬเลือดออกทางปากทางหู

3.วสันตเหมันตฤดู เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง เดือนอ้าย สองฤดูระคนกัน อาโปธาตุกำเริบ เหตุด้วยกินอาหารผิดสำแดง มักขึ้งโกรธดุจเป็นบ้า ปวดขบตามข้อกระดูก มือเท้าบวม  ให้ลงเป็นโลหิต ให้ไอ ให้ผอม เหลืองขัดทรวง ลงท้องปวดมวน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

4.เหมันตคิมหันตฤดู  เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ สองฤดูระคน ปถวีธาตุกำเริบ นอนไม่หลับ กระหายน้ำ ให้รุ่มร้อน เสียดสองข้าง มักขึ้งโกรธ ให้เจ็บคอ ปากหวาน เจ็บอก ท้องลั่นปั่นป่วน

ฤดูหก ให้ธาตุพิการ

1คิมหันตฤดู เดือนห้า เดือนหก เป็นเพื่อกำเดา และดี แสบอก เมื่อยมือเมื่อยเท้า เสียดแทง นอนไม่หลับ มวนท้อง อาเจียน สะอึก

2.คิมหันตวสันตฤดู เดือนเจ็ด เดือนแปด เป็นเพื่อ (เพราะ) เตโช วาโย กำเดา โลหิต ให้ปวดมวนในกาย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ กินอาหารไม่รู้รส ให้ระส่ำระสาย คลั่งไคล้ลืมตัว

3.วสันตฤดู เดือนเก้า เดือนสิบ เกิดเพื่อ (เพราะ) วาโยกล้า เกิดโรคเพื่อ (เพราะ) เสมหะติดอก ให้หนักอกหายใจขัด คันตัว หากวาโย และเสมหะระคนกัน อาการก็จะแรงขึ้น

4.สาระทะฤดู เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง วสันต และเหมันตเจือ ไข้เกิดเพื่อ (เพราะ) ลม และเสมหะมูตร ร้อนในทรวงอก ร้อนในไส้ในกาย ให้เจ็บฟก เจ็บกระดูกสันหลัง และเจ็บคอ

5.เหมันตฤดู เดือนอ้าย เดือนยี่ อาโป และปถวีแทรก เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) เสมหะ กำเดา เลือด ให้เจ็บสันหลัง บั้นเอว เนื้อตึง ต้นคอแข็งดุจดังตรีโทษ

6.ศิศิระฤดู เดือนสาม เดือนสี่ ปถวีธาตุเป็นมูลโรค เกิดโรคด้วย เลือด ลม กำเดาเจือเสลด เกิดโรคฟกบวม หูทั้งสองเป็นน้ำหนวกเหม็นเลือดเน่าไหลออกจากหู

ธาตุ4 วิปลาส(คลาดเคลื่อนไปจากธรรมดาสามัญ ความแปรปรวน ความผิดเพี้ยน)

1.กองปถวีธาตุ เกิดเหา และเล็นมาก ไข้ครุ่นอยู่ เป็นประมาณ ท้องลั่น และพลุกพล่าน ให้ท้องขึ้นและเจ็บท้อง ตกเลือดเหม็นเน่า เสียดแทงในท้อง ขัดตะโพก อาการเหมือนเป็นกระษัย ให้เจ็บในอก ให้เนื้อช้ำฟก เล็บมือเล็บเท้าเขียว

2.กองเตโชธาตุ ให้ร้อนปลายมือปลายเท้าดุจดังปลาดุกยอก ให้ร้อนในท้องในไส้ บวมหน้า บวมหลัง และท้อง เป็นเม็ดแสบร้อนดังหัวผดทั่วทั้งตัว และหลบกลับเข้าด้านใน ให้เจ็บหลัง ตกมูกเลือดเป็นหนอง

3.กองวาโยธาตุ เป็นตะคริว เมื่อยมือเมื่อยเท้า หูอื้อตึง หนักเอว หนักสันหลัง ราก (อาเจียน) ลมเปล่า เจ็บอก ขัดหัวเข่า หายใจขัดอก เป็นหวัดหอบหืด ตาพราย (ตาลาย) วิงเวียนหน้าตา

4.กองอาโปธาตุ จุกอก ลงท้อง แล้วแปรเป็นกระษัยกล่อน ขัดหนักขัดเบา ตึงหัวเหน่า ท้องน้อยเป็นก้อน เป็นลูกกลิ้งขึ้นกลิ้งลง ตกเลือดตกหนอง พรรดึกร้อนหน้าหลังดังเพลิง ให้เหลืองซีดผอม เกิดเสลด มือเท้าเย็น ขัดสีข้าง (ชายขัดทางขวา หญิงขัดทางซ้าย) เป็นไข้จับ

ธาตุ 4 เป็นตรีโทษ

1.ปถวีธาตุ ให้ราก (อาเจียน) ทรวงอกแห้ง กายแข็งเหมือนท่อนไม้ ไม่รู้รสอาหาร เป็นไข้อยู่ร่ำไป เจ็บอก กินอาหารแล้วให้แสบท้อง ร้อนในอก ท้องขึ้นท้องพอง เขียวช้ำทั่วกาย

2.อาโปธาตุ กายซูบผอม เหงื่อตกมาก ตึงตัวตึงหน้า กินอาหารน้อย ร้อน กระหายน้ำ ขัดอก ในท้องเป็นลมลั่น อยากของมัน มักขึ้งโกรธ  ให้ร้อนและเย็นในอก เป็นไข้จับ ปากชุ่ม ขม ร้อน เผ็ด หวาน

3.เตโชธาตุ ร้อนในท้อง ไส้พุงพลุ่งพล่าน มือเท้าตาย ไอดังขลุกๆ ในลำคอ และทรวงอก เมื่อยขบทั่วทั้งกาย ให้ผอมแห้ง ปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกาย วิงเวียนหน้าตา มักแสบไส้ เป็นลม มือเท้าสั่น ให้ร้อนเสียวดังเพลิงรม

4.วาโยธาตุ ผอมเหลือง ซูบเศร้าหมอง จุกอกเป็นก้อนในทรวง และท้อง ให้ราก (อาเจียน) สะอึก เรอ ให้ใจสั่น หวานปาก อาเจียนร้อนอก ปวดศีรษะ เจ็บอก คันตัว ผุดแดงดังสีเสียด ไอดังเป็นหืด หนักหน้า ตามัว

กำหนดวันเวลาเกิดไข้

1.วาตะสมุฎฐาน  กำหนด    7 วัน    (คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย กำหนด 10 วัน)

2.ปิตตะสมุฎฐาน  กำหนด  10 วัน    (คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย กำหนด 7 วัน)

3.เสมหะสมุฎฐาน กำหนด  12 วัน

ลักษณะอาการของโทษ 2 (ทุวันโทษ)

1.เสมหะกับลม อาการทำให้กายชุ่มไปด้วยเหงื่อ เจ็บทั่วทั้งกาย ง่วงนอน หนักเนื้อตัว เจ็บศีรษะ มักเป็นหวัด และให้ไอ

2.เสมหะกับดี อาการเป็นไข้ ปากขม ตัวสั่น พูดพร่าเพ้อ ให้หนาวๆ ร้อนๆ และไอ

3.ดีกับโลหิต อาการคนไข้ใจระทดรุ่มร้อน หมองจิต มักตกใจสะดุ้ง ดี ลม และกำเดาระคนกัน มักให้อยากน้ำ ยอกเสียวเป็นเวลา มักวิงเวียนหน้าตา มักให้กระวนกระวาย ให้คัดจมูก เจ็บศีรษะ ร้อนคอ สะท้านกายใจไม่สบาย ให้เจ็บไข้ ให้หนาว

ลักษณะอาการของโทษ 3 (ตรีโทษ)

โทษสาม (ตรีโทษ) ปิตตะ เสมหะ ลม ให้เกิดมหาสันนิบาต คนไข้นั้นจะตาย เพราะอาการดังนี้ คือ ให้ร้อนกระวนกระวาย ให้เจ็บทั่วกาย เชื่อมซึม ไม่สมปฤดี เย็นสะท้านทั้งกาย ผิวนวล เวียนหน้าตา กินอาหารน้อย หน้าตาแดงดังสีเลือด เจ็บคอ เจ็บหัว และเจ็บอก และเจ็บทั่วทั่วกาย ไม่อยากข้าว นอนไม่หลับ ลิ้นกระด้าง หาวนอน ให้หนาวๆ ร้อนๆ ตัวแดง และเหลือง เหมือนทาขมิ้น หายใจขัดทั้งเข้าออก คนไข้ใดมีอาการเช่นว่านี้ ถึงตรีโทษ รักษายากนัก


มูลเหตุของการเกิดโรค มี 6 ประการ ดังนี้

1.กินอาหารผิดเวลา และอิ่มนัก

2.เสพเมถุนมาก

3.กลางวันนอนมาก

4.กลางคืนนอนไม่หลับ

5.โทสะมาก

 6.กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ

โทษห้ามผู้ไข้พึงเว้น 11 ประการ เริ่มตั้งแต่แรกไข้

1.อย่าอาบน้ำ

2.อย่าทาของหอม

3.อย่าเสพเมถุน

4.อย่าขัดสีร่างกาย

5.อย่านอนกลางวัน

6.อย่าทำงานหนัก

7.อย่าเอาโลหิตออกจากกาย (อย่าปล่อยให้ปลิงกัดดูดเลือด หรือดูดเลือดออกโดยวิธีอื่น)

8.อย่าโกนศีรษะหนวดเครา

9.อย่าโกรธให้มากนัก

10อย่านอนตากแดด ตากลม

11.อย่ากินของมันคาว

หมายเหตุ ถ้าเว้น โรคจะรักษาให้หายได้ ถ้าทิฏฐิจะตาย โรคจะพูนทวีเป็นทุวันโทษ และตรีโทษ


กำลังโรคแห่งสัตว์โลก ตามอายุสมุฏฐาน

1.แรกเกิดถึงอายุ 16ปี เสมหะพิการ              (ใช้ยารสหวาน ขม เปรี้ยว )

2.อายุ 16  ปี ถึง30 ปี กำเดา ดี โลหิตพิการ   (ใช้ยารสเปรี้ยวฝาด เปรี้ยว เค็ม ขม)

3.อายุ 30 ปี ถึงชรา หรืออายุขัยวาตะพิการ    (ใช้ยารสขม ร้อน เค็ม ฝาด หอม )

การพิเคราะห์รสยารักษาโรค ใช้ยา 8 รส มีดังนี้

1.รสขม         ซึมซาบผิวหนัง

2.รสฝาด       ซึมซาบมังสัง

3.รสเค็ม        ซึมซาบเส้นเอ็น

4.รสเผ็ดร้อน  ซึมซาบกระดูก

5.รสหวาน     ซึมซาบลำไส้ใหญ่

6.รสเปรี้ยว     ซึมซาบลำไส้เล็ก

7.รสหอมเย็น  ซึมซาบหัวใจ

8.รสมัน         ซึมซาบข้อต่อทั้งปวง

หมายเหตุ ให้แพทย์แต่งรสยา รักษาโรคตามนี้ โรคจะหาย


การพิเคราะห์โรคตามสถานประเทศ มีดังนี้ คือ

1.กัณห์ประเทศบุคคลเกิดที่น้ำจืด น้ำเค็ม เปียกตมมากมาย เกิดโรคเพราะเสมหะ และลมกล้ากว่ากำเดา ดี และโลหิต พึงแต่งยาแก้เสมหะ และวาตะ

2.สาครประเทศบุคคลเกิดที่มีกรวด ทราย ศิลามาก น้ำน้อย เกิดโรคเพราะโลหิต และกำเดา กล้ากว่าเสมหะ และลม พึงแต่งยาแก้โลหิต และกำเดา

3.สาธารณประเทศบุคคลใดเกิดในที่มากด้วย กรวด ทราย เปียกตม ศิลา น้ำจืด น้ำเค็ม หนองน้ำ เกิดโรคระคนกันทั้งเลือด ลม กำเดา ดี

การพิเคราะห์ใช้ยารักษาโรคตามโลหิตฉวี มีดังนี้คือ

1.คนไข้ผิวขาว                 โลหิตหวาน                    ใช้ยารสเผ็ด ร้อน ขม

2.คนไข้ผิวเนื้อขาวเหลือง    โลหิตรสเปรี้ยว                ใช้ยารสเค็ม( ใส่เกลือเจือให้มาก)

3.คนไข้ผิวเนื้อดำแดง         โลหิตรสเค็ม                  ห้ามใช้ยารสเค็ม

4.คนไข้ผิวเนื้อดำ              โลหิตรสเค็ม และเย็นมาก  ให้ใช้ยารสหวาน

การพิเคราะห์ กำหนดเวลาไข้ มีดังนี้คือ

1.ย่ำรุ่งถึงเที่ยง     เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) เสมหะ

2.เที่ยงถึงเย็น       เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) โลหิต

3.ค่ำถึงเที่ยงคืน    เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) วาตะ

4.เที่ยงคืน ถึงสว่างเป็นไข้เพื่อ (เพราะ) ดี

การพิเคราะห์ ลักษณะประเภทไข้ มีดังนี้คือ

1.ไข้เพื่อ (เพราะ) เสมหะเอกโทษอาการให้หนาวให้ร้อน ขนลุก แสยงขน จุกอก ให้หลับใหล กินไม่ได้ อ่อนแรง ฝ่ามือฝ่าเท้าซีดเผือด ให้ปากหวาน ให้ราก (อาเจียน)

2.ไข้เพื่อ (เพราะ) กำเดาเอกโทษ อาการให้ปากขม ให้ร้อน และละเมอเพ้อคลั่ง ปวดศีรษะ อยากน้ำเป็นกำลัง กายเหลือง หน้าตาเหลือง ปัสสาวะแดง ให้ตึงแตกระแหง เป็นไข้ ฟันแห้ง นอนไม่หลับ

3.ไข้เพื่อ (เพราะ) โลหิตเอกโทษ อาการให้ตัวร้อน ปวดศีรษะมาก หน้าตาแดง ปัสสาวะเหลือง หน้าแตกระแหง ฟันแห้ง

4.ไข้เพื่อ (เพราะ) ลมเอกโทษอาการ ให้ขนลุกขนชัน หนาวสะท้าน ปวดศีรษะ เวียนหน้าตา มักโกรธง่าย เสียดแทงในอก กระหายน้ำ ในท้องเป็นก้อน ทุรนทุรายหายใจขัด ตาและเล็บเหลือง ไอดังเป็นหวัด ปากฝาด เจ็บคาง เมื่อยขากรรไกร ไอแห้ง

การพิเคราะห์ ลักษณะ เวลาการจับไข้ มีดังนี้คือ

1.โทษหนึ่ง   ย่ำรุ่งถึงบ่ายสามโมง                อาการไข้บรรเทาคลาย

2.โทษสอง   บ่ายถึงสองทุ่ม                       อาการไข้สร่างเบาหาย

3.โทษสาม   ไก่ขันถึงสามยาม                    อาการไข้หนัก

4.โทษสี่       เวลาผิดจากโทษ 1 – โทษ 3     อาการถึงตาย

***คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ อ้างอิง ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม เล่ม 1 กองการประกอบโรคศิลปะ

 คัมภีร์ธาตุวิภังค์ กล่าวถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของธาตุทั้งสี่พิการตามฤดูสี่ รวมถึงตำรับยาที่ใช้แก้ไข้

คัมภีร์ธาตุวิภังค์ กล่าวถึง สาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล และอาการที่เกิดขึ้นเมื่อธาตุทั้ง 4 พิการ ได้แก่ ธาตุทั้ง 4 ขาดเหลือ ธาตุทั้ง 4 พิการตามฤดู และยารักษา และธาตุทั้ง 4 พิการ และยารักษา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


สาเหตุการเสียชีวิตของบุคคล

บุคคลตายด้วยปัจจุบันกรรม และปัจจุบันโรค

         ปัจจุบันกรรม คือ โอปักกะมิกาพาธ ถูกทุบถองโบยตีบอบช้ำ หรือต้องราชอาญาของพระมหากษัตริย์ ให้ประหารชีวิต การตายโดยปัจจุบันนี้ไม่ได้ตายเป็นปกติโดยลำดับ ขันธ์ชวร และธาตุทั้ง 4 ไม่ได้ล่วงไปโดยลำดับ อย่างนี้เรียกว่า  “ตายโดยปัจจุบันกรรม”

ส่วน ปัจจุบันโรค คือ เกิดโรคตายโดยปัจจุบันทันด่วน เช่น อหิวาตกโรค หรือโรคอันเป็นพิษ ซึ่งกำเริบขึ้นโดยเร็วแล้วตายไป ธาตุทั้ง 4 ไม่ได้ขาดไปตามลำดับอย่างนี้ เรียกว่า “ตายด้วยปัจจุบันโรค”

บุคคลตายด้วยโบราณกรรม และโบราณโรค

          บุคคลตายโดยโบราณกรรม คือ ตายโดยกำหนดสิ้นอายุเป็นปริโยสาน คืออายุย่างเข้าสู่ความชรา ธาตุทั้ง 4 ขาดไปตามลำดับ เปรียบเหมือนผลไม้ เมื่อแก่สุกงอมเต็มที่แล้ว ก็หล่นลงเอง คนเราเมื่ออายุมากแล้ว ธาตุทั้ง 4 ก็ทรุดโทรม ไปตามลำดับ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ตาย อย่างนี้เรียกว่า “ตายโดยโบราณกรรม”

          ส่วนการตายด้วยโบราณโรคนั้น คือ เป็นโรคคร่ำคร่าเรื้อรังมานาน หลายเดือนหลายปี เรียกว่า โบราณโรค เวลาจะตาย ธาตุทั้ง 4 ขาดไปตามลำดับแล้วตายไป อย่างนี้เรียกว่า “ตายด้วยโบราณโรค”

ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 ขาดเหลือ (คัมภีร์ธาตุวิภังค์)

บุคคลใดตายโดยสิ้นกำหนดอายุเป็นปริโยสานนั้น ธาตุทั้ง 4 ย่อมขาดสูญไปตามลำดับ แต่เมื่อจะสิ้นอายุ แต่ละธาตุขาดเหลือ ดังนี้


 ปถวีธาตุ  20   ขาดไป 19  หทยัง (หัวใจ) ยังอยู่

 อาโปธาตุ 12   ขาดไป 11  ปิตตัง (น้ำดี) ยังอยู่  (น้ำลายยังอยู่ คัมภีร์โรคนิทาน)

 วาโยธาตุ   6   ขาดไป   5  อัสสาสะปัสสาสะวาตา (ลมหายใจเข้าออก) ยังอยู่

 เตโชธาตุ   4   ขาดไป   3  สันตัปปัคคี (ไฟอุ่นกาย) ยังอยู่

ถ้าธาตุทั้งหลายสูญสิ้นพร้อมกันดังกล่าวนี้ ท่านว่าเยียวยาไม่หาย หากขาด หรือหย่อนไปแต่ละสิ่ง สองสิ่ง ยังพอพยาบาลได้


ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 พิการตามฤดู

ตามปกติ ปี 1 มี 3 ฤดูๆ ละ 4 เดือน แต่ในคัมภีร์ธาตุวิภังคื จัดฤดูไว้ 4 ฤดูๆ ละ 3 เดือน คือ :-


เดือน 5,6 และ 7 ทั้ง 3 เดือนนี้ว่าด้วยเตโชธาตุ ชื่อสันตัปปัคคีพิการ

อาการให้เย็นในอก วิงเวียน รับประทานอาหารไม่ได้ บริโภคอาหารอิ่มมักให้จุกเสียดขัดในอก อาหารมักพลันแหลกไม่ได้อยู่ท้อง ให้อยากบ่อยๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดลม 6 จำพวก คือ:-

1) ลมชื่อ อุทรันตะวาตะ พัดแต่สะดือถึงลำคอ

2) ลมชื่อ อุระปักขะรันตะวาตะ พัดให้ขัดแต่อกถึงลำคอ

3) ลมชื่อ อัสสาสะวาตะ พัดให้นาสิกตึง

4) ลมชื่อ ปัสสาสะวาตะ พัดให้หายใจขัดอก

5) ลมชื่อ อนุวาตะ พัดให้หายใจขัด ให้ลมจับแน่นิ่งไป

6) ลมชื่อ มหัสกะวาตะ คือ ลมมหาสดมภ์ ให้หาวนอนมาก และหวั่นไหวหัวใจ ให้นอนแน่นิ่งไป ไม่รู้สึกกาย

เดือน 8, 9 และ 10 ทั้ง 3 เดือนนี้ว่าด้วย วาโยธาตุ ชื่อกุจฉิสยาวาตาพิการ

อาการให้ผอมเหลือง ให้เมื่อยขบทุกข้อทุกลำตัวทั่วสรรพางค์กาย ให้แดกขึ้นแดกลง ให้ลั่นโครกๆ ให้หาวเรอ วิงเวียนหน้าตา หูหนัก มักให้ร้อนในอกในใจ ให้ระทดระทวย ให้หายใจสั้น ให้เหม็นปาก และหวานปาก มักให้โลหิตออกทางจมูก ทางปาก กินอาหารไม่รู้รส

เดือน 11, 12 และ 1 ทั้ง 3 เดือนนี้ อาหารที่กินมักผิดสำแดง อาโปธาตุพิการ คือ:-

1) ดีพิการ มักให้ขึ้งโกรธ สะดุ้งตกใจ หวาดกลัว

2) เสมหะพิการ ให้กินอาหารไม่รู้รส

3) หนองพิการ มักให้ไอเป็นโลหิต

4) โลหิตพิการ มักให้เพ้อพก ให้ร้อน

5) เหงื่อพิการ มักให้ซูบผอม ให้ผิวหนังสากชา

6) มันข้นพิการ มักให้ปวดศีรษะ ให้ปวดตา ให้ขาสั่น

7) น้ำตาพิการ มักให้ตามัว น้ำตาตก ตาแห้ง ดวงตาเป็นดังเยื่อลำไย

8) มันเหลวพิการ ให้แล่นออกทั่วกาย ให้นัยน์ตาเหลือง มูตร และคูถเหลือง บางทีให้ลง และอาเจียน กลายเป็นป่วงลม

9) น้ำลายพิการ ให้ปากเปื่อยคอเปื่อย บางทีให้เป็นยอดเป็นเม็ดขึ้นในคอ บางทีเป็นไข้ ให้ปากแห้งคอแห้ง

10) น้ำมูกพิการ ให้ปวดศีรษะ เป็นหวัด ให้ปวดสมอง น้ำมูกตก นัยน์ตามัว วิงเวียนศีรษะ

11) ไขข้อพิการ ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก ให้ขัดให้ตึงทุกข้อ

12) มูตรพิการ ให้ปัสสาวะแดง และขัดปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นโลหิต เจ็บปวดเป็นกำลัง

เดือน 2, 3 และ 4 ทั้ง 3 เดือนนี้ นอนผิดเวลา ปถวีธาตุพิการ อาการแต่ละอย่าง มีดังนี้:-

1) ผมพิการ ให้เจ็บรากผม ให้คันศีรษะ ผมหงอก ผมเป็นรังแค เจ็บหนังศีรษะ

2) ขนพิการ ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กายทุกเส้นขน ให้ขนลุกขนพองทั้งตัว

3) เล็บพิการ ให้เจ็บต้นเล็บ เล็บเขียวช้ำดำ เจ็บเสียวหลายนิ้วมือนิ้วเท้า

4) ฟันพิการ ให้เจ็บไรฟัน ให้ฟันหลุด ฟันโยกคลอน

5) หนังพิการ ให้ร้อนผิวหนังทั่วกาย บางทีให้เป็นผื่นขึ้นทั้งตัวดุจหัวผด ให้ปวดแสบปวดร้อน

6) เนื้อพิการ ให้นอนสะดุ้งไม่สมปฤดี มักให้ฟกบวม บางทีผุดขึ้นเป็นสีเขียว สีแดง ทั่วทั้งตัว บางทีเป็นลมพิษ สมมุติเรียกว่า ประดง

7) เอ็นพิการ ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะมาก เรียกว่า อัมพฤกษ์กำเริบ

8) กระดูกพิการ ให้เมื่อยในข้อในกระดูก

9) เยื่อในกระดูกพิการ ให้ปวดตามแท่งกระดูกเป็นกำลัง

10) ม้ามพิการ ให้ม้ามหย่อน มักเป็นป้าง

11) หัวใจพิการให้คลั่งไคล้ดุจเป็นบ้า ถ้ามิดังนั้น ให้หิวโหย หาแรงมิได้ ให้ทุรนทุรายยิ่งนัก

12) ตับพิการ ให้ตับโต ตับทรุดเป็นฝีในตับ กาฬขึ้นในตับ

13) พังผืดพิการ ให้เจ็บให้จุกเสียด ให้อาเจียน ให้แดกขึ้นแดกลง

14) ไตพิการ ให้ปวดท้องแดกขึ้นแดกลง ปวดขัดเป็นกำลัง

15) ปอดพิการ ให้เจ็บปอด ให้ปอดเป็นพิษ ให้กระหายน้ำมาก กินน้ำจนปอดลอย จึงหายอยาก

16) ลำไส้น้อยพิการ ให้สะอึก ให้หาว ให้เรอ

17) ลำไส้ใหญ่พิการ ให้ผะอืดผะอม ให้ท้องขึ้นท้องพอง มักเป็นท้องมาน ลมกระษัย บางทีให้ ลงท้องตกมูกตกเลือด เป็นไปต่างๆ

18) อาหารใหม่พิการ ให้ลงแดง ให้ราก มักเป็นป่วง 8 จำพวก

19) อาการเก่าพิการ ให้กินอาหารไม่มีรส เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารผิดสำแดง

20) มันสมองศีรษะพิการ ปกติสมองศีรษะพร่องจากกระบาลศีรษะ ประมาณเส้นตอกใหญ่ๆ ถ้าเจ็บปวดพิการ มันในสมองก็เดือดขึ้นเต็มกระบาลศีรษะ ให้ปวดเป็นกำลัง นัยน์ตาแดงคลั่ง เรียกว่า สันนิบาต ให้สุมยารสสุขุม มันสมองจึงจะยุบ และหายปวด

ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 พิการ

เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) 4 พิการ

ปริณามัคคีพิการ  (ไฟสำหรับย่อยอาหารเสียสภาพเดิม)  อาการให้ร้อนในอกในใจ  ให้ไอเป็นมองคร่อ  ให้ท้องขึ้นท้องพอง ผะอืดผะอม

ปริทัยหัคคีพิการ  (ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสายเสียสภาพเดิม)  อาการให้มือ และเท้าเย็น  ชีพจรเดินไม่สะดวกขาด 1 หลักก็ดี  2  หลักก็ดี   บางทีให้เย็นเป็นน้ำแต่ภายในร้อน ให้รดน้ำไม่ได้ขาด   บางทีให้เย็นแต่เหงื่อตกเป็นดังเมล็ดข้าวโพด

ชิรณัคคีพิการ  (ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่าเสียสภาพเดิม) ให้หน้าผากตึง  นัยน์ตาดูไม่รู้จักอะไรมองไม่เห็นแล้วกลับเห็น  หูตึงแล้วกลับได้ยิน  จมูกไม่รู้กลิ่นแล้วกลับรู้  ลิ้นไม่รู้จักรสอาหารแล้วกลับรู้  กายไม่รู้สึกสัมผัสแล้วกลับรู้  อาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ด้วยว่าพญามัจจุราชมาประเล้าประโลมคนสัตว์ทั้งหลาย

สันตัปปัคคีพิการ (ไฟสำหรับอุ่นกายเสียสภาพเดิม)  ถ้าแตกเมื่อใด จะเยียวยาไม่ได้เลย  ตายเป็นเที่ยงแท้

วาโยธาตุ (ธาตุลม) 6 พิการ

อุทธังคมาวาตาพิการ (ลมสำหรับพัดขึ้นเบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าตลอดถึงศีรษะเสียสภาพเดิม)  เมื่อพิการ หรือแตก ทำให้มีอาการดิ้นรน มือเท้าขวักไขว่ ให้พลิกตัวไปๆ มาๆ ให้ทุรนทุราย ให้หาวเรอบ่อยๆ

อโธคมาวาตาพิการ (ลมสำหรับพัดลงเบื้องล่างตั้งแต่ศีรษะตลอดถึงปลายเท้าเสียสภาพเดิม) เมื่อพิการ หรือแตก อาการให้เมื่อยขบขัดทุกข้อทุกกระดูก ให้ยกมือยกเท้าไม่ไหว เจ็บปวดเป็นกำลัง

กุจฉิสยาวาตาพิการ (ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้เสียสภาพเดิม) เมื่อพิการ หรือแตก อาการให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้ลั่นในท้องจ๊อกๆ  ให้เจ็บในอก ให้สวิงสวาย ให้เจ็บแดกขึ้นแดกลง

โกฏฐาสยาวาตาพิการ (ลมสำหรับพัดในลำไส้ และในกระเพาะอาหารเสียสภาพเดิม) เมื่อพิการ หรือแตก อาการให้เหม็นข้าว อาเจียน จุกอก ให้เสียด และแน่นหน้าอก

อังคมังคานุสารีวาตาพิการ (ลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย [ปัจจุบันเรียกว่าโลหิต แต่ก่อนเรียกว่าลม] เสียสภาพเดิม) เมื่อพิการ หรือแตก อาการให้หูตึง เจรจาไม่ได้ยิน  ให้เห็นหิ่งห้อยออกจากลูกตา  ให้เมื่อยมือ และเท้าดังกระดูกจะแตก  ให้ปวดในกระดูกสันหลังดังเป็นฝี   ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว   ให้คลื่นเหียนอาเจียนลมเปล่า

อัสสาสะปัสสาสะวาตา (ลมสำหรับหายใจเข้าออกเสียสภาพเดิม) จะได้แตก หรือพิการไม่ได้ ลมอันนี้คือลมอันพัดให้หายใจเข้าออก ถ้าสิ้นลมหายใจเข้า และออก หรือลมหายใจเข้าออกขาดแล้วเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้น เมื่อจะตายให้หายใจสั้นเข้าๆ จนไม่ออกไม่เข้า

อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) 12 พิการ

ปิตตัง (ดี) พิการ   ถ้าพิการ หรือแตก  ทำให้คนผู้นั้นหาสติมิได้ คลุ้งคลั่งเป็นบ้า

เสมหัง (เสมหะ) พิการ  ถ้าเสมหะพิการ หรือแตก  ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว  ให้จับไข้เป็นเวลา   บางทีให้ลงเป็นโลหิตเสมหะเน่า ให้ปวดมวน

ปุพโพ (หนอง) พิการ  ถ้าหนองพิการ หรือแตก  ให้ไอเป็นกำลัง  กายซูบผอมหนัก  ให้กินอาหารไม่รู้รส  มักให้เป็นฝีในท้อง

โลหิตัง (เลือด) พิการ ถ้าโลหิตพิการ หรือแตก มีอาการดังนี้ คือ

ให้นัยน์ตาแดงดังสายโลหิต ให้งง และให้หนักหน้าผาก เพราะโลหิตกำเริบ บางทีให้ผุดภายนอกเป็นวงแดง เขียว หรือเหลือง กระทำพิษต่างๆ  ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง  แพทย์สมมุติว่า เป็นไข้รากสาด หรือปานดำปานแดง  เป็นต้น

สมมุติเรียกชื่อต่างๆ เพราะโลหิตแตกกระจายซ่านออกผิวหนัง บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต หรือลงเป็นโลหิต  บางทีโลหิตแล่นเข้าจับหัวใจทำให้คลุ้มคลั่งทุรนทุราย ให้ละเมอเพ้อพกหาสติไม่ได้  แพทย์สมมุติว่า สันนิบาตโลหิต ก็ว่า บางทีให้ร้อนให้หนาว บางทีให้ชักเท้ากำมือ ให้ขัดหนักขัดเบา บางทีให้เบาออกมาเป็นสีต่างๆ โลหิตนี้ร้าย แพทย์สมมุติว่า เป็นไข้กำเดาโลหิต

เสโท (เหงื่อ) พิการ มีอาการให้เหงื่อแตก และเหงื่อตกนัก ให้ตัวเย็น  และให้ตัวขาวซีด สากชาไปทั้งตัว  สวิงสวายหากำลังไม่ได้

อัสสุ (น้ำตา) พิการ มีอาการให้น้ำตาตกหนักแล้วก็แห้งไป  ให้ลูกตาเป็นดังเยื่อผลลำใย

เมโท (มันข้น) พิการ มีอาการให้ผิวหนังผุดเป็นวง บางทีแตกเป็นน้ำเหลือง ให้ปวดแสบ ปวดร้อนเป็นกำลัง

วสา (น้ำมันเหลว) พิการ  ถ้าแตกกระจายออกทั่วตัว ให้ตัวเหลือง ตาเหลือง บางทีให้ลงและให้อาเจียนดังป่วงลม

เขโฬ (น้ำลาย) พิการ  มีอาการให้ปากเปื่อย  คอเปื่อย น้ำลายเหนียว  บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นในคอในลิ้น  ทำพิษต่างๆ

สิงฆานิกา (น้ำมูก) พิการ  มีอาการให้ปวดในสมอง  ให้น้ำมูกไหล  ตามัว  ให้ปวดศีรษะวิงเวียนศีรษะ

ลสิกา (ไขข้อ) พิการ  มีอาการกระทำให้เมื่อยในข้อในกระดูก  ดุจดังจะคลาดออกจากกัน ให้ขัดตึงทุกข้อ  แก้ยากเพราะอยู่ในกระดูก

มูตตัง (น้ำปัสสาวะ) พิการ มีอาการให้ปัสสาวะวิปลาส ให้น้ำปัสสาวะสีแดง สีเหลืองดังขมิ้น  บางทีขาวดังน้ำข้าวเช็ด ให้ขัดเบาขัดหัวเหน่า หัวเหน่าฟก บางทีเป็นมุตกิดมุตฆาต  กาฬขึ้นในมูตร  ให้มูตรแปรไปต่าง ๆ

ปัถวีธาตุ (ธาตุดิน) 20 พิการ

ผมพิการให้เจ็บสมองศีรษะ ให้ชา ให้ผมร่วงหล่น

ขนพิการให้เจ็บทุกเส้นขนทั่วสรรพางค์กาย

เล็บพิการให้ต้นเล็บเจ็บช้ำดำเขียว บางทีให้ฟกบวม คือ เป็นตะมอยหัวดาวหัวเดือนกลางเดือน บางทีให้เจ็บช้ำเลือดช้ำหนอง ให้เจ็บปวดเป็นกำลัง

ฟันพิการให้เจ็บปวดฟกบวมเป็นกำลัง ถึงฟันหลุดแล้วก็ดี มักเป็นไปตามประเพณีสังสารวัฏ ให้เจ็บฟัน และไรฟันเหงือกตลอดสมอง ถ้าฟันยังไม่หลุดไม่ถอน ก็ให้แก้ตามกระบวนการรำมะนาดนั้นเถิด

หนังพิการให้ชาสากทั้งตัว แมลงวันจะจับ หรือไต่ที่ตัวก็ไม่รู้สึก ให้แสบร้อนเป็นกำลังเรียกว่า กัมมิโทษ

เนื้อพิการเนื้อประมาณ 500 ชิ้น ถ้าพิการให้เสียวซ่านไปทั่วทั้งตัว มักให้ฟกบวมไม่เป็นที่ให้เป็นพิษ บางทีให้ร้อนดังไฟลวก บางทีให้ฟกขึ้นดังประกายดาษ ประกายเพลิง

เอ็นพิการเส้นประธาน 10 เส้น เส้นบริวาร 2,700 เส้นพิการ ให้หวาดหวั่นไหวไปทั่วทั้งกาย ที่กล้าก็กล้า ที่แข็งก็แข็ง ที่ตั้งดานก็ตั้งดาน ที่ขอดก็ขอด เป็นก้อนเป็นเถาไป ที่จะให้โทษหนักนั้น คือ เส้นสุมนา และเส้นอัมพฤกษ์ เส้นสุมนาผูกดวงใจสวิงสวายทุรนทุราย หิวหาแรงไม่ได้ เส้นอัมพฤกษ์ให้กระสับกระส่าย ให้ร้อนให้เย็น ให้เมื่อยให้เสียวไปทุกเส้นทุกเอ็นทั้งตัว ตั้งแต่ศีรษะตลอดถึงเท้า บางทีให้เจ็บเป็นเวลา

กระดูกพิการกระดูก 300 ท่อน พิการก็ดี แตกก็ดี น้ำมันซึ่งจุกอยู่ในข้อนั้น ละลายออกแล้ว ให้เจ็บปวดกระดูกดุจดังว่าจะเคลื่อนคลาดออกจากกัน

เยื่อในกระดูกพิการ(เยื่อในกระดูกหรือสมองกระดูก) พิการ ให้ปวดตามแท่งกระดูก

ม้ามพิการให้ม้ามหย่อน เป็นป้าง

หัวใจพิการมักให้เป็นบ้า ถ้ายังอ่อนอยู่ให้คุ้มดีคุ้มร้าย มักขึ้งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสายให้หิวโหยหาแรงไม่ได้

ตับพิการเมื่อพิการเป็นโทษ 4 ประการ ล่วงเข้าลักษณะอติสาร คือ กาฬผุดขึ้นในตับ ให้ตับหย่อน ตับทรุด บางทีเป็นฝีในตับ ให้ลงเป็นเลือดสดๆ ออกมา อันนี้คือกาฬมูตรผุดขึ้น ต้นลิ้นกินอยู่ในตับ ให้ลงเสมหะและโลหิตเน่า ปวดมวนเป็นกำลัง ให้ลงวันละ 20 หรือ 30 หน ให้ตาแข็ง และแดงเป็นสายเลือด

พังผืดพิการมักให้อกแห้ง กระหายน้ำ อันนี้คือโรคริดสีดวงแห้งนั่นเอง

ไตพิการให้ขัดอก ให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้แน่นในอกในท้อง กินอาหารไม่ได้

ปอดพิการอาการเป็นดุจดังไข้พิษ กาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนในอก กระหายน้ำหอบดุจดังสุนัขหอบแดด จนโครงลด ให้กินน้ำจนอดลอยจึงหายอยาก บางทีกินจนอาเจียนน้ำออกมา จึงหายอยาก

ไส้ใหญ่พิการให้วิงเวียนหน้าตา จะลุกขึ้นให้หาวเรอ ให้ขัดอก และเสียดสีข้างให้เจ็บหลังเจ็บเอว ให้ไอ เสมหะขึ้นคอ ให้ร้อนคอ ร้อนท้องน้อย มักให้เป็นลมเรอโอ้ก ให้ตกเลือดตกหนอง

ไส้น้อยพิการให้กินอาหารผิดสำแดง ให้ปวดท้อง ให้ขัดอก บางทีให้ลงให้อาเจียน อันนี้คือลมกัมมัชวาตพัดเอาแผ่นเสมหะให้เป็นดาน กลับเข้าในท้องในทรวงอกก็ตัดอาหาร ท่านว่าไส้ตีบไป

อาหารใหม่พิการอาการ กินข้าวอิ่มเมื่อใด มักให้ร้อนท้องนัก บางทีลงดุจกินยารุ บางทีให้สะอึก ขัดหัวอก ให้จุกเสียดตามชายโครง ผะอืดผะอม สมมุติว่าไฟธาตุนั้นหย่อน โรคทั้งนี้ย่อมให้โทษเพราะอาหารไม่ควรกินนั้นอย่างหนึ่ง กินอาหารดิบอย่างหนึ่ง ลมในท้องพัดไม่ตลอด มักให้แปรไปต่างๆ บางทีลงท้อง บางทีผูกเป็นพรรดึก ให้แดกขึ้นแดกลง กินอาหารไม่ได้

อาหารเก่าพิการคือ ซางขโมยกินลำไส้ ถ้าพ้นกำหนดซางแล้ว ถือว่าเป็นริดสีดวง

มันสมองพิการให้เจ็บกระบาลดังจะแตก ให้ตามัว หูตึง ปาก และจมูกให้ชักขึ้นเป็นเฟ็ดไป ลิ้นกระด้างคางแข็ง ลักษณะดังนี้ เดิมเมื่อจะเป็น เป็นเพราะโทษแห่งลมปะกัง ให้ปวดหัวเป็นกำลัง ถ้าแก้ไม่ฟังตาย

ยาแก้ธาตุทั้ง 4 พิการ

ยาแก้ เตโชธาตุ ชื่อกาลาธิจร


ประกอบด้วย โกฐสอ โกฐพุงปลา ดีปลี หัวแห้วหมู เปลือกโมกมัน ผลผักชี อบเชย สะค้าน ขิง ผลเอ็น อำพัน ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดเป็นผง ละลายน้ำร้อน หรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้เตโชธาตุพิการ

ยาแก้วาโยธาตุ ชื่อฤทธิจร

ประกอบด้วย ดีปลี แผกหอม เปราะหอม พริกไทย หัวแห้วหมู ว่านน้ำ ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน รากกระเทียมเท่ายาทั้งหลาย

บดเป็นผงละลายน้ำร้อนหรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้ วาโยธาตุพิการ

ยาแก้อาโปธาตุพิการ

ประกอบด้วย รากเจตมูลเพลิง โกฐสอ ลูกผักชี ขิงแห้ง ดีปลี ลูกมะตูมอ่อน สะค้าน หัวแห้วหมู ลูกพิลังกาสา รากคัดเค้า เปลือกโมกมัน สมุลแว้ง กกลังกา ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง รากขัดมอน

เอาส่วนเท่ากัน ต้ม 3 เอา 1

กินแก้อาโปธาตุพิการ หายแล

ยาแก้ปถวีธาตุพิการ( สมอง กระดูก ม้าม)

ประกอบด้วย กระเทียม 1 ใบสะเดา 1 ใบคนทีสอ เปลือกตีนเป็ด เบญจกูล สิ่งละ 1 ลูกจันทน์ 1 ดอกจันทน์ 1 กระวาน 1 กานพลู 1 ตรีกฏุก 1 เปลือกกันเกรา (สิ่งละ 2 ) สมุลแว้ง 3

จันทน์ทั้ง 2 สิ่งละ 1 สมอทั้ง 3 สิ่งละ 1

ยาแก้หัวใจพิการ ชื่อมูลจิตใหญ่

ประกอบด้วย ผลคนทีสอ ใบสหัสคุณ ผลตะลิงปลิง จันทน์ทั้งสอง ดีปลี เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทพทาโร เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นเป็นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสน กินหาย ใช้ได้ 108 แล

***คัมภีร์ธาตุวิภังค์ อ้างอิง ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม เล่ม 1 กองการประกอบโรคศิลปะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การนวดไทยบำบัด(นวดรักษา) 14โรค เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง

การนวดพื้นฐาน 95ท่า หนังสือผ่านแอพพิเคชั่นเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา

จุดสัญญาณนวดแบบราชสำนัก กับข้อสอบภาคทฤษฎีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านการนวดไทย