การนวดไทยราชสำนัก ส่วนที่๑ เกี่ยวกับนวดแบบราชสำนัก เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง
คำไหว้ครู
คำขอประทานพร
ข้าพเจ้านาย....ผู้สืบทอดการนวดไทยสายราชสำนัก ขอกราบนมัสการเทพดาบสทั้งร้อยแปดองค์ผู้ทรงญาณ ซึ่งมีท่านอาจารย์บรมครูชีวะกะโกมารภัจจ์ เป็นประธานอันประเสริฐ และขอกราบบรมครู
๑นายแพทย์กรุด ลูกศิษย์หลวงวาโย
๒หมอชิต เดชพันธ์ บุตรชายคนเล็กของหมออินทร์เทวดา
๓หลวงราชรักษา
๔อาจารย์พัว หลายศรีโพธิ์ ลูกศิษย์หลวงลามเดชะ
๕บรมครูมวยไทย ดาบไทย
๖อาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหัตถะเวชให้กับสถาบันอายุรเวทวิทยาลัย
๗ อาจารย์อภิชาติ ลิมติยะโยธิน
ขออานุภาพของท่านบรมครูทั้งหลาย ช่วยเมตตา ปกป้อง คุ้มครอง เชิดชูตัวข้าพเจ้า และบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ที่หมายจะดำรงศิลปะการนวดไทยสายราชสำนักให้สามารถเผยแพร่วิทยาการให้กระจายไปทุกทิศานุทิศ เป็นเกียรติศักดิ์อันพึงสัมฤทธิ์แก่แพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์ และประเทศไทยชั่วกาลนาน เทอญ
(กราบ๓ครั้ง)
สืบเนื่องจากการก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย ช่วงปี พ.ศ. 2523-2525 โดยศาสตราจารย์ อวย เกตุสิงห์ ได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการนวดไทยแบบราชสำนัก จึงได้จัดหลักสูตรการนวดไทยแบบราชสำนักเข้าเป็นวิชาเอกวิชาหนึ่งในหลักสูตรแพทย์อายุรเวท โดยท่านได้เชิญท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางการนวดไทยแบบราชสำนัก มาถ่ายทอดวิชานี้ให้ชนรุ่นหลัง ด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่ เพื่อบำบัดรักษาโรคแบบไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันประเสริฐ ให้ดำรงค์คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ในสังคมไทยสืบต่อไปชั่วกาลนาน
เกี่ยวกับท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ
- เป็นอาจารย์สวนสันนิบาตเสรีชน แห่งประเทศไทย ปี 2513
- เป็นอาจารย์สอนอายุรเวทวิทยาลัยฯ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหัตถเวช ให้กับนักศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525-2535 และสามารถสืบทอดวิชาหัตถเวช จนเป็นที่แพร่หลายถึงปัจจุบัน
- เป็นกรรมการโครงการนวดไทย
- เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษให้นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลศิริราช และร่วมทำสื่อการเรียนการสอน วิชาหัตถเวช กับ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
ที่มาของการนวดไทยแบบราชสำนัก
จากคำบอกเล่าพอจะสืบทอดได้ว่า มีมาแต่ หมออินทร์ เดชพันธ์ ซึ่งท่านได้รับสมญานามว่า หมออินทรเทวดา เนื่องจากท่านเป็นผู้มีอัจฉริยะในการนวด ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ลงมือนวดรักษาโรคผู้ใด มักจะหายทุกรายได้อย่างง่ายดาย เหมือนเทวดามาปัดเป่า ท่านได้เคยถวายการนวดในราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕(มีลายพระราชหัตถเลขาในเรื่องเกี่ยวกับหมอนวดไว้)
ดังท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ได้เขียนไว้ในบทคารวะอุทิศต่อครูอาจารย์ของท่านว่า ว่าด้วยเรื่องระเบียบและวิธีการนวดในราชสำนัก ข้าพเจ้าได้เรียนมาจาก
ท่านอาจารย์นายแพทย์กรุด (ลูกศิษย์หลวงวาโย)
ท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ (บุตรชายคนเล็กของหมออินทร์เทวดา ซึ่งเป็นหมอในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕
ท่านอาจารย์หลวงราชรักษา(แพทย์ในราชสำนัก)
เรื่องสัญญาณ๕ และมาตราส่วนองศา ข้าพเจ้าขอระลึกถึงบรมครูมวยไทย และบรมตรูดาบไทย ซึ่งท่านมีกำหนด กฏเกณฑ์ ระเบียบศิลปะวางไว้คล้ายคลึงกัน ทำให้ข้าพเจ้านำมาดัดแปลงเป็นหลักวิชาในการกำหนดองศากระดูก และโรคที่เกิดขึ้น ตลอดจนลีลาท่านวดที่ใช้ใน การรักษาโรค ดังนั้นการนวดไทยแบบราชสำนักจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
๑.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ต้องมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เดินเข่าเข้าหาผู้ป่วย ไม่หายใจรดผู้ป่วยขณะทำการนวด จึงต้องหันหน้าตรงไม่ก้มหน้าจนหายใจรดผู้ป่วย และไม่เงยหน้าจนเป็นการไม่สุภาพ ส่วนหมอนวดไทยแบบทั่วไป ก็ได้เพ่งเล็งถึงเรื่องเหล่านี้แต่มีลักษณะการนวดเป็นกันเองกับผู้ป่วยมากกว่า บางคราวจึงดูไม่สำรวม และไม่ระมัดระวังตัวมากนัก
๒.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก จะไม่เริ่มนวดฝ่าเท้า นอกจากจำเป็นจริงๆ โดยมาจะเริ่มนวดตั้งแต่ใต้เข่ามาข้อเท้า หรือจากต้นขาลงมาถึงข้อเท้า
๓.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก จะใช้เฉพาะมือ คือ นิ้วหัวแม่มือ ปลายนิ้วอื่น และอุ้งมือในการนวดเท่านั้น ผสมกับท่าทาง องศา จังหวะในการลงน้ำหนัก เพื่อการรักษาโรค
๔.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ทำการนวดผู้ป่วยซึ่งอยู่ในท่านั่ง นอนหงาย หรือนอนตะแคงเท่านั้น ไม่ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ
๕.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ไม่ใช้การดัดงอข้อ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ป่วยด้วยกำลังที่รุนแรง ไม่มีการนวดโดยใช้เท้า เข่า ข้อศอก ฯลฯ และใช้หลักวิชาในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค
๖.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ต้องการทำให้เกิดผลต่ออวัยวะและเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกๆ โดยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการทำงานของเส้นประสาท ดังนั้นหมอนวดจะต้องมีความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ สรีระศาสตร์ และพยาธิวิทยา ฯลฯ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น
ท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์เป็นเวลา ๑๐ปี ลักษณะการถ่ายทอดเป็นแบบใกล้ชิด เรียนตัวต่อตัวที่บ้านท่านอาจารย์ ได้รู้ได้เห็นวิธีการรักษา ได้สัมผัสกับคนไข้ ติดตามท่านอาจารย์ไปรักษา ฯลฯ จนมีความชำนาญขึ้นเรื่อยๆ ท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ จะทดสอบให้ไปรักษาผู้ป่วยแต่ละรายๆ ปัญหาของผู้ป่วยที่ไปพบมา และทำการแก้ไขอย่างไร ต้องกลับมารายงานให้ท่านอาจารย์หมอชิตฟังทุกครั้งไป ประกอบกับท่านเป็นผู้มีความตั้งใจจริง มีไหวพริบดี มีความอดทนในการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และท่านอาจารย์หมอชิตเองก็ไม่มีบุตรชายที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้ จึงรักและเมตตาท่านเหมือนลูก และถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดโดยไม่ปิดบังอำพราง วิธีการสอนถ่ายทอดก็เป็นไปด้วยความเข้มงวด ตั้งใจจริงในการสอนจนปรากฏว่าท่านสามารถสืบทอดวิชาการทั้งหมดแทนท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ อย่างแท้จริง ส่วนท่านอาจารย์อื่นๆที่กล่าวมาท่านก็ได้ไปเรียน และรับความรู้มาใช้ผสมผสานกับการนวดที่เป็นความรู้เดิมที่รับสืบทอดมาจากท่านหมอชิตได้อย่างเหมาะสม เช่น ครูดาบ ครูมวยไทย เป็นต้น
ความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ และสรีระวิทยา หัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก)
ต้องรู้กายวิภาคศาสตร์ หมายถึง
ต้องรู้ว่ารูปร่างหน้าตาและตำแหน่งของอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ถ้าไม่รู้ก็อาจทำให้การนวดผิดพลาดเป็นอันตรายได้
ต้องรู้สรีรวิทยา หมายถึง ต้องรู้หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ
และหน้าที่ของระบบต่างๆ
๑.ระบบผิวหนัง(ตะโจ)
ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน
ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน
การนวดมีผลทำให้
-การไหลเวียนเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น
-ทำให้อุณหภูมิที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น
-กระตุ้นการขับเหงื่อ และไขมัน
-ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัด
-ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและกระชับ
๒.ระบบกล้ามเนื้อ (มังสัง) ยึดติดอยู่กับกระดูก
ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย
โดยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ โดยอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อลาย กระดูก
และข้อต่อต่างๆ โดยมีสมองและไขสันหลังสั่งการไปตามเส้นประสาท
การนวดทำให้
-กล้ามเนื้อที่แข็งตึงอ่อนนิ่มลง(กล้ามเนื้อคลายตัว
ทำให้สารพิษที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปได้
-ขณะเดียวกันเลือดก็นำสารอาหารเข้ามากล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
-กล้ามเนื้อยืดหยุ่นดีขึ้น
๓. ระบบกระดูกและข้อต่อ(อัฐิ)
ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ
เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็น และพังผืด ช่วยป้องกันอวัยวะภายใน
ช่วยแบกรับน้ำหนักของร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดให้ร่างกาย
เป็นแหล่งสะสมแคลเซี่ยมและฟอสเฟต
การนวดทำให้
-ทำให้กระดูกที่หัก ติดกันได้เร็วและดีขึ้น
-ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ไม่ติดขัด
(ระบบการไหลเวียนโลหิตในข้อต่อดีขึ้น)
๔. ระบบไหลเวียนเลือด (โลหิตตัง)ประกอบด้วย
๔.๑ ระบบหัวใจและหลอดเลือด
๔.๒ ระบบน้ำเหลือง
การนวดทำให้
๑.เพิ่มหรือส่งเสริมการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง(จะเห็นชัดเจนได้ในกรณีการเปิดประตูลม)
๒.การแต่งรสมือสามารถทำให้ความดันโลหิตลดลงได้
๓.ลดการอักเสบและการบวมได้
๕.ระบบประสาท(มัตถเก-มัตถลุงคัง) องค์ประกอบมี สมอง ไขสันหลัง
และเส้นประสาท หรืออาจแบ่งเป็น ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่นปลาย
ระบบประสาทอัตโนมัติ
ทำหน้าที่ควบคุมประสานงานของร่างกายให้ตอบสนองและรับรู้การทำงานและดำรงชีวิต
การนวดทำให้
๑.ระบบประสาทถูกกระตุ้น และเกิดการผ่อนคลาย
๒.เป็นการฟื้นฟูระบบการทำงาน (โดยเฉพาะอาการโรคอัมพฤกษ์อัมพาต)
ข้อระวัง
เวลานวดต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอาการชอกช้ำของเส้นประสาทที่อาจนำไปสู่...”โรคหมอทำ”
๖. ระบบย่อยอาหาร (อุทรียัง และกรีสัง) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร
และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกายในรูปอุจจาระ
การนวดทำให้
๑.อวัยวะในช่องท้องมีการเคลื่อนไหว กระเพาะอาหาร
และลำไส้มีการบีบตัวทำให้การย่อยอาหาร การดูดซืมอาหารได้ดี
๒.ระบบขับถ่ายปกติ ลดอาการท้องผูก(ลดอาการเถาดาน และพรรดึก)
๗. ระบบสืบพันธุ์
ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น
เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ แบ่งออกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย
และอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง
การนวดทำให้
๑.ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ทำงานได้ดีขึ้น
๒.ในผู้หญิงจะทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ
๓.ในผู้หญิงหลังคลอดบุตรทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
คุณสมบัติของหมอ หัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก)ต้องประกอบไปด้วยบุคลิกภาพ
๑.เป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี
๒.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
๓.วางตัวให้เหมาะสม (แต่งกายสะอาดเรียบร้อย สุภาพ และเหมาะสมกับการนวด ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดรูป จะทำให้ปฏิบัติการนวดไม่คล่องตัว)
๔.มีกิริยาและท่าทางที่เรียบร้อย
๕.ใช้คำพูดที่เหมาะสม พูดให้ชัดเจนและสื่อสารแล้วผู้ป่วยเข้าใจ
ศีลธรรมจรรยาบรรณ
๑.ตั้งสัจจะ การตั้งสัจจะการรักษาศีลจรรยาบรรณโดยเคร่งครัดเป็นการป้องกันชื่อเสียงและตนเอง แล้วยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของวิชาชีพ และสถาบันที่ตนเองได้รับการอบรมศึกษาวิชานวดไทยนั้นมาไม่ให้ตกต่ำ และรวมถึงการไม่ไปหรือข้องแวะกับสถานที่อโคจรนั้นด้วย
ศีลจรรยาบรรณที่ต้องยึดถือปฏิบัติคือ
๑.ไม่ดื่มสุรา หรือสิ่งมึนเมา ก่อนหรือหลังปฏิบัติงาน
๒.ไม่เจ้าชู้โดยใช้วิชาเป็นสื่อ
๓.ไม่หลอกลวงผู้ป่วยเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ
สถานที่อโคจร
ไม่นวดผู้ป่วยในสถานที่อโคจร ได้แก่ โรงแรม โรงน้ำชา โรงยาฝิ่น สถานการพนัน สถานเริงรมย์และโรงพยาบาล ยกเว้นโรงพยาบาลซึ่งแพทย์อายุรเวทเข้าไปดำเนินกิจการอยู่ด้วย
๒.ตั้งนิ้ว การฝึกนิ้วมิอให้มีกำลัง โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ นับเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนนวดเป็นอย่างมาก เพราะหากหมอไม่มีกำลังนิ้วแล้ว เวลานวดจะไม่สามารถบังคับแรงที่ลงจุดนวดในแต่ละจุดให้สม่ำเสมอ และนุ่มนวลได้ ซึ่งจะทำให้การนวดไม่ได้ผลดี และอาจทำให้คนไข้ระบม ดังนั้นหมอควรจะต้องฝึกตั้งนิ้วให้สามารถยกตัวเองให้ลอยอยู่เหนือพื้นได้ประมาณ ๑ นาทีเป็นอย่างน้อย เรียกการฝึกการตั้งนิ้วนี้ว่า "การยกกระดาน"
๓.ตั้งสมาธิ
ในการเรียนหัตถเวชนี้ต้องใช้สมาธิทั้งด้านทฤษฎี และปฏิบัติจึงจะได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนวดคนไข้ หมอจะต้องตั้งสมาธิอยู่ที่นิ้วที่กดลงบนจุดสัญญาณต่างๆ มิฉะนั้นจะรับรู้การเต้นของสัญญาณต่างๆนั้นได้ยาก เมื่อกำหนดจุดสัญญาณต่างๆนั้นไม่ได้ การนวดนั้นย่อมผิดพลาดได้ง่าย การทำสมาธิโดยให้ใจจดจ่ออยู่ที่นิ้งเพีบงแห่งเดียว จะทำให้การรับสัมผัสของนิ้วนั้นไวขึ้น และให้แรงกดถูกต้อง กำลังและความอดทนของนิ้วดีขึ้น
๔.ตั้งตา
หมอต้องฝึกการมีการสังเกตุที่ดี ต้องตามองการสาธิตของอาจารย์ผู้สอนอย่างถึ่ถ้วน หมอจะต้องเข้าใกล้คนไข้ด้วยทีท่าอย่างไร แขนขางอ หรือกางประมาณกี่องศา และหมอจะวินิจฉัยโรคได้อย่างไร โรคใดหายได้ด้วยการนวด และโรคใดไม่สามารถรักษาให้หายได้ และหมอควรจะอธิบายคนไข้อย่างไร
๕.การตั้งใจ
หมอจะต้องตั้งใจฝึกฝนอยู่เสมอ ทั้งในและนอกชั้นเรียน ต้องมีความอดทนฝึกการตั้งสมาธิ การตั้งมือ การตั้งท่า และทบทวนทฤษฏีอยู่เป็นนิจ ผลจากความตั้งใจ จะปรากฏให้เห็นเป็นความก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้ครูผู้สอน มีความยินดีที่จะฝึกให้จนเป็นหมอที่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ
ท่านวดแบบราชสำนัก
การเรียนวิชาหัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก) การฝึกจะเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ฝึกโดยสมมุติให้ผู้ร่วมฝึกเป็นคนไข้ จนกระทั่งฝึกรักษาผู้ป่วยจริง ผู้ฝึกจะต้องพยายามฝึกฝนแต่ละขั้นตอนตามลำดับจนมีความคล่องแคล่วพอสมควร ถ้าการฝึกตอนต้นไม่แคล่วคล่องการนวดรักษาคนไข้ก็จะประสบความล้มเหลว
-การนวดต้องอาศัยเวลา

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น