การนวดไทยราชสำนัก ส่วนที่๑ เกี่ยวกับนวดแบบราชสำนัก เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง

คำไหว้ครู

คำขอประทานพร

ข้าพเจ้านาย....ผู้สืบทอดการนวดไทยสายราชสำนัก ขอกราบนมัสการเทพดาบสทั้งร้อยแปดองค์ผู้ทรงญาณ ซึ่งมีท่านอาจารย์บรมครูชีวะกะโกมารภัจจ์ เป็นประธานอันประเสริฐ และขอกราบบรมครู

๑นายแพทย์กรุด ลูกศิษย์หลวงวาโย

๒หมอชิต เดชพันธ์ บุตรชายคนเล็กของหมออินทร์เทวดา

๓หลวงราชรักษา

๔อาจารย์พัว หลายศรีโพธิ์ ลูกศิษย์หลวงลามเดชะ

๕บรมครูมวยไทย ดาบไทย

๖อาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหัตถะเวชให้กับสถาบันอายุรเวทวิทยาลัย

๗ อาจารย์อภิชาติ ลิมติยะโยธิน

ขออานุภาพของท่านบรมครูทั้งหลาย ช่วยเมตตา ปกป้อง คุ้มครอง เชิดชูตัวข้าพเจ้า และบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ที่หมายจะดำรงศิลปะการนวดไทยสายราชสำนักให้สามารถเผยแพร่วิทยาการให้กระจายไปทุกทิศานุทิศ เป็นเกียรติศักดิ์อันพึงสัมฤทธิ์แก่แพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์ และประเทศไทยชั่วกาลนาน เทอญ

(กราบ๓ครั้ง)


สืบเนื่องจากการก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย ช่วงปี พ.ศ. 2523-2525  โดยศาสตราจารย์ อวย เกตุสิงห์ ได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการนวดไทยแบบราชสำนัก จึงได้จัดหลักสูตรการนวดไทยแบบราชสำนักเข้าเป็นวิชาเอกวิชาหนึ่งในหลักสูตรแพทย์อายุรเวท โดยท่านได้เชิญท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางการนวดไทยแบบราชสำนัก มาถ่ายทอดวิชานี้ให้ชนรุ่นหลัง ด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่ เพื่อบำบัดรักษาโรคแบบไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันประเสริฐ ให้ดำรงค์คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ในสังคมไทยสืบต่อไปชั่วกาลนาน

เกี่ยวกับท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ

  • เป็นอาจารย์สวนสันนิบาตเสรีชน แห่งประเทศไทย ปี 2513
  • เป็นอาจารย์สอนอายุรเวทวิทยาลัยฯ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหัตถเวช ให้กับนักศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525-2535 และสามารถสืบทอดวิชาหัตถเวช จนเป็นที่แพร่หลายถึงปัจจุบัน
  • เป็นกรรมการโครงการนวดไทย
  • เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษให้นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลศิริราช และร่วมทำสื่อการเรียนการสอน วิชาหัตถเวช กับ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช

ที่มาของการนวดไทยแบบราชสำนัก

จากคำบอกเล่าพอจะสืบทอดได้ว่า มีมาแต่ หมออินทร์ เดชพันธ์ ซึ่งท่านได้รับสมญานามว่า หมออินทรเทวดา เนื่องจากท่านเป็นผู้มีอัจฉริยะในการนวด ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ลงมือนวดรักษาโรคผู้ใด มักจะหายทุกรายได้อย่างง่ายดาย เหมือนเทวดามาปัดเป่า ท่านได้เคยถวายการนวดในราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕(มีลายพระราชหัตถเลขาในเรื่องเกี่ยวกับหมอนวดไว้)

ดังท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ได้เขียนไว้ในบทคารวะอุทิศต่อครูอาจารย์ของท่านว่า ว่าด้วยเรื่องระเบียบและวิธีการนวดในราชสำนัก  ข้าพเจ้าได้เรียนมาจาก

ท่านอาจารย์นายแพทย์กรุด (ลูกศิษย์หลวงวาโย)

ท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ (บุตรชายคนเล็กของหมออินทร์เทวดา ซึ่งเป็นหมอในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕

ท่านอาจารย์หลวงราชรักษา(แพทย์ในราชสำนัก)

เรื่องสัญญาณ๕ และมาตราส่วนองศา ข้าพเจ้าขอระลึกถึงบรมครูมวยไทย และบรมตรูดาบไทย ซึ่งท่านมีกำหนด กฏเกณฑ์ ระเบียบศิลปะวางไว้คล้ายคลึงกัน ทำให้ข้าพเจ้านำมาดัดแปลงเป็นหลักวิชาในการกำหนดองศากระดูก และโรคที่เกิดขึ้น ตลอดจนลีลาท่านวดที่ใช้ใน การรักษาโรค ดังนั้นการนวดไทยแบบราชสำนักจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

๑.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ต้องมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เดินเข่าเข้าหาผู้ป่วย ไม่หายใจรดผู้ป่วยขณะทำการนวด จึงต้องหันหน้าตรงไม่ก้มหน้าจนหายใจรดผู้ป่วย และไม่เงยหน้าจนเป็นการไม่สุภาพ ส่วนหมอนวดไทยแบบทั่วไป ก็ได้เพ่งเล็งถึงเรื่องเหล่านี้แต่มีลักษณะการนวดเป็นกันเองกับผู้ป่วยมากกว่า บางคราวจึงดูไม่สำรวม และไม่ระมัดระวังตัวมากนัก

๒.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก จะไม่เริ่มนวดฝ่าเท้า นอกจากจำเป็นจริงๆ โดยมาจะเริ่มนวดตั้งแต่ใต้เข่ามาข้อเท้า หรือจากต้นขาลงมาถึงข้อเท้า

๓.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก จะใช้เฉพาะมือ คือ นิ้วหัวแม่มือ ปลายนิ้วอื่น และอุ้งมือในการนวดเท่านั้น ผสมกับท่าทาง องศา จังหวะในการลงน้ำหนัก เพื่อการรักษาโรค

๔.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ทำการนวดผู้ป่วยซึ่งอยู่ในท่านั่ง นอนหงาย หรือนอนตะแคงเท่านั้น ไม่ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ

๕.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก  ไม่ใช้การดัดงอข้อ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ป่วยด้วยกำลังที่รุนแรง ไม่มีการนวดโดยใช้เท้า เข่า ข้อศอก ฯลฯ และใช้หลักวิชาในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค

๖.หมอนวดไทยแบบราชสำนัก ต้องการทำให้เกิดผลต่ออวัยวะและเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกๆ โดยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการทำงานของเส้นประสาท ดังนั้นหมอนวดจะต้องมีความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ สรีระศาสตร์ และพยาธิวิทยา ฯลฯ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น

     ท่านอาจารย์หมอณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์เป็นเวลา ๑๐ปี ลักษณะการถ่ายทอดเป็นแบบใกล้ชิด เรียนตัวต่อตัวที่บ้านท่านอาจารย์ ได้รู้ได้เห็นวิธีการรักษา ได้สัมผัสกับคนไข้ ติดตามท่านอาจารย์ไปรักษา ฯลฯ จนมีความชำนาญขึ้นเรื่อยๆ ท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ จะทดสอบให้ไปรักษาผู้ป่วยแต่ละรายๆ ปัญหาของผู้ป่วยที่ไปพบมา และทำการแก้ไขอย่างไร ต้องกลับมารายงานให้ท่านอาจารย์หมอชิตฟังทุกครั้งไป ประกอบกับท่านเป็นผู้มีความตั้งใจจริง มีไหวพริบดี มีความอดทนในการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และท่านอาจารย์หมอชิตเองก็ไม่มีบุตรชายที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้ จึงรักและเมตตาท่านเหมือนลูก  และถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดโดยไม่ปิดบังอำพราง วิธีการสอนถ่ายทอดก็เป็นไปด้วยความเข้มงวด     ตั้งใจจริงในการสอนจนปรากฏว่าท่านสามารถสืบทอดวิชาการทั้งหมดแทนท่านอาจารย์หมอชิต เดชพันธ์ อย่างแท้จริง ส่วนท่านอาจารย์อื่นๆที่กล่าวมาท่านก็ได้ไปเรียน และรับความรู้มาใช้ผสมผสานกับการนวดที่เป็นความรู้เดิมที่รับสืบทอดมาจากท่านหมอชิตได้อย่างเหมาะสม เช่น ครูดาบ ครูมวยไทย เป็นต้น

ความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ และสรีระวิทยา หัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก)

ต้องรู้กายวิภาคศาสตร์ หมายถึง ต้องรู้ว่ารูปร่างหน้าตาและตำแหน่งของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ถ้าไม่รู้ก็อาจทำให้การนวดผิดพลาดเป็นอันตรายได้

ต้องรู้สรีรวิทยา หมายถึง ต้องรู้หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ และหน้าที่ของระบบต่างๆ

๑.ระบบผิวหนัง(ตะโจ)  ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง  และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน

การนวดมีผลทำให้

-การไหลเวียนเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น

-ทำให้อุณหภูมิที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น

-กระตุ้นการขับเหงื่อ และไขมัน

-ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัด

-ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและกระชับ


๒.ระบบกล้ามเนื้อ (มังสัง) ยึดติดอยู่กับกระดูก ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย โดยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ โดยอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อลาย กระดูก และข้อต่อต่างๆ โดยมีสมองและไขสันหลังสั่งการไปตามเส้นประสาท

การนวดทำให้

-กล้ามเนื้อที่แข็งตึงอ่อนนิ่มลง(กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้สารพิษที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปได้

-ขณะเดียวกันเลือดก็นำสารอาหารเข้ามากล้ามเนื้อได้ดีขึ้น

-กล้ามเนื้อยืดหยุ่นดีขึ้น

๓. ระบบกระดูกและข้อต่อ(อัฐิ)  ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้

นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็น และพังผืด ช่วยป้องกันอวัยวะภายใน ช่วยแบกรับน้ำหนักของร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดให้ร่างกาย เป็นแหล่งสะสมแคลเซี่ยมและฟอสเฟต

การนวดทำให้
 -ทำให้กระดูกที่หัก ติดกันได้เร็วและดีขึ้น

-ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ไม่ติดขัด (ระบบการไหลเวียนโลหิตในข้อต่อดีขึ้น)


๔. ระบบไหลเวียนเลือด (โลหิตตัง)ประกอบด้วย

  ๔.๑ ระบบหัวใจและหลอดเลือด

  ๔.๒ ระบบน้ำเหลือง

การนวดทำให้

 ๑.เพิ่มหรือส่งเสริมการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง(จะเห็นชัดเจนได้ในกรณีการเปิดประตูลม)

๒.การแต่งรสมือสามารถทำให้ความดันโลหิตลดลงได้

๓.ลดการอักเสบและการบวมได้


๕.ระบบประสาท(มัตถเก-มัตถลุงคัง) องค์ประกอบมี สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท หรืออาจแบ่งเป็น ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่นปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติ

   ทำหน้าที่ควบคุมประสานงานของร่างกายให้ตอบสนองและรับรู้การทำงานและดำรงชีวิต

การนวดทำให้

๑.ระบบประสาทถูกกระตุ้น และเกิดการผ่อนคลาย

๒.เป็นการฟื้นฟูระบบการทำงาน (โดยเฉพาะอาการโรคอัมพฤกษ์อัมพาต)

ข้อระวัง

เวลานวดต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอาการชอกช้ำของเส้นประสาทที่อาจนำไปสู่...”โรคหมอทำ”


๖. ระบบย่อยอาหาร (อุทรียัง และกรีสัง) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  และขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกายในรูปอุจจาระ

 

การนวดทำให้

๑.อวัยวะในช่องท้องมีการเคลื่อนไหว กระเพาะอาหาร และลำไส้มีการบีบตัวทำให้การย่อยอาหาร การดูดซืมอาหารได้ดี

๒.ระบบขับถ่ายปกติ ลดอาการท้องผูก(ลดอาการเถาดาน และพรรดึก)

 

๗. ระบบสืบพันธุ์  ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ แบ่งออกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย และอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง

การนวดทำให้

 ๑.ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ทำงานได้ดีขึ้น

 ๒.ในผู้หญิงจะทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ

 ๓.ในผู้หญิงหลังคลอดบุตรทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


คุณสมบัติของหมอ หัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก)ต้องประกอบไปด้วยบุคลิกภาพ

๑.เป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี

๒.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

๓.วางตัวให้เหมาะสม (แต่งกายสะอาดเรียบร้อย สุภาพ และเหมาะสมกับการนวด ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดรูป จะทำให้ปฏิบัติการนวดไม่คล่องตัว)

๔.มีกิริยาและท่าทางที่เรียบร้อย

๕.ใช้คำพูดที่เหมาะสม พูดให้ชัดเจนและสื่อสารแล้วผู้ป่วยเข้าใจ

ศีลธรรมจรรยาบรรณ

๑.ตั้งสัจจะ  การตั้งสัจจะการรักษาศีลจรรยาบรรณโดยเคร่งครัดเป็นการป้องกันชื่อเสียงและตนเอง แล้วยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของวิชาชีพ และสถาบันที่ตนเองได้รับการอบรมศึกษาวิชานวดไทยนั้นมาไม่ให้ตกต่ำ และรวมถึงการไม่ไปหรือข้องแวะกับสถานที่อโคจรนั้นด้วย

ศีลจรรยาบรรณที่ต้องยึดถือปฏิบัติคือ

    ๑.ไม่ดื่มสุรา หรือสิ่งมึนเมา ก่อนหรือหลังปฏิบัติงาน

    ๒.ไม่เจ้าชู้โดยใช้วิชาเป็นสื่อ

    ๓.ไม่หลอกลวงผู้ป่วยเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ

 สถานที่อโคจร

ไม่นวดผู้ป่วยในสถานที่อโคจร ได้แก่ โรงแรม โรงน้ำชา โรงยาฝิ่น สถานการพนัน สถานเริงรมย์และโรงพยาบาล ยกเว้นโรงพยาบาลซึ่งแพทย์อายุรเวทเข้าไปดำเนินกิจการอยู่ด้วย

 ๒.ตั้งนิ้ว การฝึกนิ้วมิอให้มีกำลัง โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ นับเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนนวดเป็นอย่างมาก เพราะหากหมอไม่มีกำลังนิ้วแล้ว เวลานวดจะไม่สามารถบังคับแรงที่ลงจุดนวดในแต่ละจุดให้สม่ำเสมอ และนุ่มนวลได้ ซึ่งจะทำให้การนวดไม่ได้ผลดี และอาจทำให้คนไข้ระบม ดังนั้นหมอควรจะต้องฝึกตั้งนิ้วให้สามารถยกตัวเองให้ลอยอยู่เหนือพื้นได้ประมาณ ๑ นาทีเป็นอย่างน้อย เรียกการฝึกการตั้งนิ้วนี้ว่า "การยกกระดาน"

๓.ตั้งสมาธิ

ในการเรียนหัตถเวชนี้ต้องใช้สมาธิทั้งด้านทฤษฎี และปฏิบัติจึงจะได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนวดคนไข้ หมอจะต้องตั้งสมาธิอยู่ที่นิ้วที่กดลงบนจุดสัญญาณต่างๆ มิฉะนั้นจะรับรู้การเต้นของสัญญาณต่างๆนั้นได้ยาก เมื่อกำหนดจุดสัญญาณต่างๆนั้นไม่ได้ การนวดนั้นย่อมผิดพลาดได้ง่าย การทำสมาธิโดยให้ใจจดจ่ออยู่ที่นิ้งเพีบงแห่งเดียว จะทำให้การรับสัมผัสของนิ้วนั้นไวขึ้น และให้แรงกดถูกต้อง กำลังและความอดทนของนิ้วดีขึ้น

๔.ตั้งตา

หมอต้องฝึกการมีการสังเกตุที่ดี ต้องตามองการสาธิตของอาจารย์ผู้สอนอย่างถึ่ถ้วน หมอจะต้องเข้าใกล้คนไข้ด้วยทีท่าอย่างไร แขนขางอ หรือกางประมาณกี่องศา และหมอจะวินิจฉัยโรคได้อย่างไร โรคใดหายได้ด้วยการนวด และโรคใดไม่สามารถรักษาให้หายได้ และหมอควรจะอธิบายคนไข้อย่างไร

๕.การตั้งใจ

หมอจะต้องตั้งใจฝึกฝนอยู่เสมอ  ทั้งในและนอกชั้นเรียน ต้องมีความอดทนฝึกการตั้งสมาธิ การตั้งมือ การตั้งท่า และทบทวนทฤษฏีอยู่เป็นนิจ ผลจากความตั้งใจ จะปรากฏให้เห็นเป็นความก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้ครูผู้สอน มีความยินดีที่จะฝึกให้จนเป็นหมอที่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ


มรรยาทของหมอ ตามระเบียบแบบแผนในราชสำนัก
หมอนวดทุกคนต้องมีมารยาทอันงดงาม เหมาะสมที่จะสามารถนวดคนไข้ทุกชนชั้น การมีมรรยาทและท่าทางที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คนไข้รังเกียจ จนถึงขั้นไม่ไว้วางใจ และนำมาซึ่งการเสื่อมเสียงชื่อเสียงได้ มรรยาทที่ใช้ในการนวด ได้รับการถ่ายทอดมาจากแพทย์และหมอนวดในราชสำนัก ซึ่งทุกคนพึงปฏิบัติโดยเคร่งครัด มรรยาททั่วไปมีดังนี้
ขั้นตอน "ระเบียบในราชสำนัก"
๑.ต้องเดินเข่าเข้าหาคนไข้ เมื่ออยู่ห่างจากคนไข้ประมาณสี่ศอก ขณะเดินเข่า มือและแขนจะอยูแนบชิดลำตัว  ไม่แกว่งแขน
๒.หมอนั่งพับเพียบ ให้ปลายเท้าชี้ลงล่าง ไปทางเดียวกับเท้าคนไข้ และนั่งห่างจากคนไข้ประมาณ ๑ ศอก(หัตถบาส)
๓.ยกมือไหว้คนไข้เพื่อทำความเคารพ ขออภัยที่ต้องถูกเนื้อต้องตัว ตามยศ ตำแหน่ง อายุของคนไข้
๔.ตรวจชีพจรทั้งมือและเท้า เพื่อตรวจดูลมขึ้นเบื้องสูงและลมลงเบี้องต่ำ ว่าเท่ากันหรือสมดุลกันหรือไม่ รวมทั้งการทำงานของหัวใจ
๕.ในขณะทำการนวด หมอไม่ควรที่จะก้มหน้า เพราะจะเป็นการหายใจรดคนไข้ หรือไม่แหงนหน้า หันซ้ายหันขวาสอดส่ายสายตา เพระเป็นกิริยาที่ไม่สำรวม

ท่านวดแบบราชสำนัก
ท่าสำหรับคนไข้ (มี๔ท่า)
 -ท่านอนหงาย 
 -ท่านอนตะแคงคู้เข่า 90 องศา ซ้าย,ขวา
 -ท่านั่งขัดสมาธิ
 -ท่านั่งห้อยขา
ท่านวดสำหรับหมอ(มี๕ท่า)
 -ท่านั่งพับเพียบ
 -ท่านั่งคุกเข่าคู่
 -ท่านั่งพรหมสี่หน้า
 -ท่านั่งหนุมานถวายแหวน
 -ท่ายืน หกสูง หกกลาง และหกต่ำ (หกสูงลงน้ำหนัก ๕๐ปอนด์  หกกลางลงน้ำหนัก๗๐ปอนด์ และหกต่ำลงน้ำหนักมือ ๙๐ ปอนด์โดยประมาณ)

ขั้นตอนในการฝึกปฏิบัติหัตถเวชกรรมแผนไทย

การเรียนวิชาหัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก) การฝึกจะเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ฝึกโดยสมมุติให้ผู้ร่วมฝึกเป็นคนไข้ จนกระทั่งฝึกรักษาผู้ป่วยจริง  ผู้ฝึกจะต้องพยายามฝึกฝนแต่ละขั้นตอนตามลำดับจนมีความคล่องแคล่วพอสมควร ถ้าการฝึกตอนต้นไม่แคล่วคล่องการนวดรักษาคนไข้ก็จะประสบความล้มเหลว
การฝึกแบ่งออกเป็น ๔ขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่ง ฝึกกำลังนิ้วมือตามหลักของท่านอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ กำหนดให้โหย่งนิ้วมือได้นาน ๖๐วินาที ตรวจชีพจรมือและเท้าพร้อมกัน ฝึกการนวดพื้นฐานที่ขา หลัง แขน บ่า ไหล่ ศีรษะและท้อง
ขั้นตอนที่สอง  ฝีกการจับเส้นตามจุดสัญญาณต่างๆที่หลัง ขาด้านนอก ขาด้านใน แขนด้านนอก แขนด้านใน  ศีรษะด้านหลัง ศีรษะด้านหน้า และสัญญาณท้อง
ขั้นตอนที่สาม  ฝีกการนวดรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่พบบ่อย
ขั้นตอนที่สี่  ฝึกการนวดรักษาโรคที่ซับซ้อน

กลุ่มอาการที่รักษาด้วยหัตถบำบัด
  ๑.เจ็บ ปวด บวม ขัดยอก
  ๒.ความพิการผิดรูป เดินกระเผลก
  ๓.กล้ามเนื้อไม่มีแรงอัมพฤกษ์ อัมพาต 
  ๔.ภาวะข้ออักเสบ ข้อยึดติดแข็ง ข้อเคลื่อน
  ๕.ภาวะกระทบจิตใจ
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการทำหัตถบำบัด
ข้อห้าม มี ๘ข้อดังนี้
   ๑.มีไข้เกิน ๓๘.๕ องศาเซลเซียส
   ๒.ไข้พิษ ไข้กาฬ เช่น อีสุกอีใส งูสว้ด
   ๓.โรคผิวหนังที่มีการติดต่อ
   ๔.โรคติดต่อ เช่น วัณโรค 
   ๕.ไส้ติ่งอักเสบ
   ๖.กระดูก แตก หัก ปริ ร้าว ที่ยังไม่ติด
   ๗.สภาวะผิดปกติของเลือด เช่น เลือดไม่แข็งตัว
   ๘.สภาวะที่มีการอักเสบทั้งระบบของร่างกาย
ข้อควรระวัง มี๔ ข้อดังนี้
   ๑.สตรีมีครรภ์
   ๒.ใส่อวัยวะเทียมหลังผ่าตัดกระดูก
   ๓.สภาวะความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท
   ๔.สภาวะข้อต่อหลวม
หมายเหตุ : การนวดตามวิธี และท่าที่กำหนดตามจุดที่กำหนดอย่างถูกต้องจะสามารถ
                  ๑.บังคับเลือดลมเข้าไปเลี้ยงในส่วนที่ต้องการได้
                  ๒.กระตุ้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจ เป็นต้น
                  จากผลดังกล่าวนอกจากจะทำให้สภาพ และการทำงานของอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อฟี้นสภาพดีขึ้น หรืออาจดีดังเดิม เช่น แก้น้ำในไขข้อเข่าแห้ง แก้ลมปราบ แก้กระดูกงอก และแก้มดลูกเคลื่อน เป็นต้น การนวดยังสามารถแก้อาการ และโรคที่เกิดอย่างปัจจุบันได้อีกมาก เช่น อาการอาเจียน อาการจุกเสียดแน่น อาการหอบหืด อาการหายใจขัด  ลมปะกัง และลมตะคิว เป็นต้น  การแก้อาการโรคที่เกิดอย่างฉุกเฉินนอกสถานพยาบาล อาจช่วยชีวิตผูป่วยได้ทันท่วงที ดังนั้นการนวดที่ถูกต้องจึงมีคุณค่ามหาศาล

ขั้นตอนการรักษาโรคทางหัตถเวชกรรมไทย (นวดแบบราชสำนัก)
การค้นหาสาเหตุของโรค
    ๑.การซักประวัติ :อาการนำ ระยะเวลาที่เป็น สาเหตุของโรค ประวัติอดีต ประวัติครอบครัว ประวัติประจำเดือน
    ๒.การตรวจร่างกาย (การดู คลำ เคาะ ฟัง)
    ๓.การวินิจฉัยโรค 
    ๔.ชื่อโรค (ต้องรู้ชื่อโรค)
การรักษาโรค
     ๑.อาศัยเส้น ๑๐ เส้น จุดสัญญาณ ๕๐ จุดสัญญาณ
     ๒.วธีการนวดรักษาจะแบ่งออกเ)้น ๓ส่วนคือ 
        -กระบวนท่านวด  สถานที่ ท่านวด การวางมือและนิ้วมือ
        -การจ่ายพลัง โดยอาศัยหลักการแต่งรสมือ คือ ขนาดของแรงและระยะเวลาในการนวดแต่ละจุด 
        -สูตรการนวด การนวดจุดใดก่อนหลัง การนวดซ้ำในแต่ละจุด ความถี่ห่างในการนวด
     ๓.ผลการรักษามี ๓ระดับ
         -นวดแล้วหาย 
         -การนวดต้องอาศัยเวลา
         -นวดแบบประคับประคอง
ประเมินผลการรักษา 
   เปรียบอาการก่อนทำการรักษา กับหลังทำการรักษาในแต่ละครั้ง
คำแนะนำหลังการนวด
   ๑.การประคบน้ำร้อน 
   ๒.งดอาหารสแลง 
   ๓.ท่าบริหารเฉพาะส่วน
   ๔.ห้ามบิด ดัด สลัด ส่วนที่เป็นโรค หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรค
   ๕.พักผ่อนให้เพียงพอ
   ๖.หลีกเลี่ยงสาเหตุ และพฤติกรรมก่อโรค

การนัดมารับการรักษาครั้งต่อไป ควรคำนึงถึงระยะความถี่ ห่างในการมารับการรักษา
     การกำหนดระยะเวลาความถี่ห่างให้มารับการรักษานี้ มีความสำคัญมากในการก่อให้เกิดผลดีกับคนไข้ ทำให้ผลการรักษาได้ผลดีและเร็วขึ้น เรื่อวงนี้ผู้นวดจะต้องเป็นผู้พิจารณาแนะนำคนไข้เป็นรายๆไปว่า โรคชนิดนี้จำเป็นต้องนวดรักษาติดต่อกันทุกวัน แล้วจึงค่อยเว้นห่างออกไป บางโรคต้องนวดวันเว้นวัน บางโรคต้องนวดอาทิตย์ละสองครั้ง เป็นต้น
จำนวนครั้งที่ควรมารับการรักษา
 คนไข้ส่วนมากมักจะถามผู้นวดเป็นประจำว่า นวดสักกี่ครั้งจึงจะหาย ใช้เวลารักษานานเท่าไหร่ การจะวินิจฉัยไปว่า นวด ๓ ครั้งหาย ๕ครั้งหาย เรื่องนี้ผู้นวดต้องพิเคราะห์พิจารณาจากอายุของโรคและอายุของผู้ป่วย ประกอบกับผลของการรักษาในแต่ละครั้งที่ทำไปแล้วมีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยได้กลับไปทำตามคำแนะนำของหมอเพียงใด เช่น การทำท่ากายบริหารเฉพาะโรค การงดอาหารแสลง เป็นต้น

หนังสืออ้างอิง : หัตถเวชกรรมไทย(นวดแบบราชสำนัก).มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแผนไทยเดิมฯอายุรเวทวิทยาลัย.กรกฏาคม ๒๕๕๕.



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การนวดไทยบำบัด(นวดรักษา) 14โรค เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง

การนวดพื้นฐาน 95ท่า หนังสือผ่านแอพพิเคชั่นเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา

จุดสัญญาณนวดแบบราชสำนัก กับข้อสอบภาคทฤษฎีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านการนวดไทย