คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่สี่...เอกสารสำหรับแอพพิเคชั่นอ่านออกเสียงนักเรียนผู้พิการทางการมองเห็น(หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์)...เอกสารสำหรับแอพพิเคชั่นอ่านออกเสียงนักเรียนผู้พิการทางการมองเห็น(หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์)

 คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่ห้า...คัมภีร์มุขโรค  และ คัมภีร์ประถมจินดา  และคัมภีร์มหาโชตรัต

คัมภีร์มุขโรค เป็นโรคที่เกิดในปากในคอ ท่านว่าเป็นเพราะโลหิต มี 19 ประการดังนี้

1.ทานะสา ใต้ลิ้นงอก ขึ้นมาเหมือนเดือยไก่

2.มังสะ กลางลิ้นดันลิ้นขึ้นมาอย่างหนามขนุน

3.กาละมังสะ ลิ้นโตมันสีเขียวอยู่

4.จะละมังสะ ในคางขึ้นเหมือนลิ้นไก่

5.ยาโตมังสะ ขึ้นในลิ้นสองข้างเหมือนงาช้าง งอกออกมา

6.กัสมังสะ ในลิ้นงอกขึ้นมาเหมือนหน้าวัวงอกออกมาแหลมอยู่

7.กะนะระมังสะ ลิ้นโตเขื่องเป็นขุมอยู่ทั้งลิ้น หรือลิ้นโตเต็มปากเปื่อยเป็นขุมอยู่ทั้งสิ้น

8.มุกจามังสะ บวมอยู่ ลิ้นบวมอยู่

9.มุกขะโจมังสะ ผุดขึ้นลิ้นเขียวเหมือนเมล็ดข้าว

10.ทันตะโจมังสะ ในลำคอตีบอยู่เหมือนใยแมงมุม

11.ทันตะมูมังสะ ในลิ้นขาว เหม็นเป็นหนอง เลือดออกบ่อยๆ

12.ทันตะโรสะ ในต้นฟันขาวอยู่

13.สาภริ ในต้นฟันขึ้นมาเป็นเหมือนฝาหอยแครง

14.สาวาระ ฝาดในปาก ในลิ้น ในคอ

15.กัปปิ บวมขึ้นในคอ

16.กัปโป บวมทั้งคอ

17.ทันตะบุปผา บวมออกมาทั้งสองข้างในลำคอเหมือนเมล็ดข้าวโพด เป็นอย่างงวงช้าง เป็นตออยู่ที่ลำคอ

18.กาละมุขะ ลิ้นดำอยู่

19.มุขวามังสะ เป็นเม็ดใส

โรคเกิดในปากในคอ ตามที่กล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นเพื่อ (เพราะ) โลหิต ให้แต่งยาแก้ดังนี้ :-

ยาแก้โรคในปากในคอ คัมภีร์มุขโรค

     ส่วนประกอบ พิษนาศน์  โกฐจุฬาลัมพา  ข่าตาแดง  เจตพังคี  รากแตงนก  โกฐสอ โกฐกระดูก ลูกสมี เมล็ดมะกล่ำตาช้าง ดอกจันทน์ การบูร

     วิธีทำใช้ส่วนเสมอภาค บดเป็นผงแล้วแล้วเอาเถาหญ้านาง หญ้างวงช้าง หัวกล้วยตีบ กาฝากมะม่วง เผาแช่เอาน้ำด่าง ต้มให้น้ำด่างสุก แล้วเอายาผงใส่ลงในน้ำด่าง อย่าให้ไหม้ ต้มแต่พอปั้นได้ ปั้นเท่าเม็ดพริกไทย แทรกชะมด พิมเสน

     วิธีใช้ ให้กินกับหมาก แก้โรคในคอในปากหายแล


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คัมภีร์ปฐมจินดา เป็นโรคที่เกี่ยวกับสตรี มารดา และทารก หญิงมีครรภ์ก่อนคลอด ดังนี้

ถวายนมัสการแล้ว ซึ่งพระศรีสุคตทศพลญาณเจ้า เป็นที่พึ่งของโรค พระคัมภีร์แพทย์อันวิเศษ ชื่อ ปฐมจินดา นี้ เป็นหลักเป็นประธานแห่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งปวง อันพระอาจารย์ชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ ได้แต่งไว้ในกาลก่อนโดยสังเขป เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลก ด้วยประการดังนี้


          “พรหมปุโรหิต” (กำเนิดมนุษย์) ต้นเหตุที่มนุษย์เกิด เมื่อจะตั้งแผ่นดินใหม่มีเหตุการณ์ผ่านมาเป็นอันมาก แล้วเกิดฝนตกห่าใหญ่ลงมาถึง 7 วัน 7 คืน น้ำท่วมไปชั้นพรหมปุโรหิตๆ จึงเล็งลงมาดูจึงเห็นดอกอุบล 5 ดอก ผุดขึ้นมาเหนือน้ำงามหาที่จะอุปมาไม่ได้


          “ท้าวมหาพรหม” จึงบอกแก่พรหมทั้งหลายว่า แผ่นดินใหม่นี้ จะบังเกิดสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัส 5 พระองค์ เพราะได้เห็นดอกอุบลนั้น 5 ดอก คือ


1.พระพุทธกกุสันโธ

2.พระพุทธโกนาคม

3.พระพุทธกัสสป

4.พระพุทธสมณโคดม

5.พระศรีอริยเมตไตรย์

ครั้น และบังเกิด “บุพนิมิต” ขึ้นแล้ว จึงน้ำค้างเปียกจากฝนซึ่งได้ตกลงมา 7 วัน 7 คืน แล้วก็เป็นระคนปนกันสนับข้นเข้า ดุจดังสวะอันลอยอยู่เหนือน้ำ โดยหนาสองแสนสีหมื่นโยชน์ อันนี้มีแจ้งอยู่ในพระคัมภีร์จักรวาลทีปนี


สัตว์ที่มาปฎิสนธิในชมพูทวีป มี 4 สถาน

1.สัตว์ทีมาปฎิสนธิในครรภ์เป็น ชลามพุชะ (ตัว)

2.สัตว์ที่มาเกิดเป็นฟองฟักฟองไข่ นั้น คือ อัณฑะชะ (ไข่)

3.สัตว์ที่ปฎิสนธิด้วยเปือกตมนั้นชื่อ สังเสทชะ (หนอน)

4.อุปปาติกะ สัตว์ปฎิสนธิเกิดเป็น อุปปาติกะ ไม่มีสิ่งใดๆ ก็เกิดขึ้น

มนุษย์ทั้งหลายถือปฎิสนธิแล้ว ก็คลอดจากครรภ์มารดา ถ้าเป็น สตรี จะมีประเภทผิดจากบุรุษ 2 ประการ คือ

1.ต่อมเลือด (มดลูก)

2.น้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตร

ในคัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวถึง พระดาบสองค์หนึ่ง ชื่อว่า “ฤทธิยาธรดาบส” ได้ซึ่งญานอันเป็นโลกีย์ หยั่งรู้ลักษณะหญิง และน้ำใจสตรีทั้งดี และชั่วต่างๆ และท่านดาบสพระองค์นี้ ได้เป็นอาจารย์ของชีวกโกมารภัจจ์

ชีวโกมารภัจจ์ จึงนมัสการถามถึงโรคแห่งกุมารว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อันว่ากุมาร และกุมารีทั้งหลาย ซึ่งเกิดมาในโลกนี้ ย่อมบังเกิดโรคต่างๆ ไม่เหมือนกัน ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา กำเนิดซางนั้นว่า

* ถ้ากุมาร และกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์ในวัน 2, 5, 6 (วันจันทร์, พฤหัสบดี, ศุกร์) โรคเบาบาง ฉันใดแลผู้เป็นเจ้า โรคนั้นจึงกลับมากลับไปเล่า ที่ว่ากุมาร

* ถ้ากุมารีคลอดออกจากครรภ์ในวัน 1, 3, 4, 7 (วันอาทิตย์, อังคาร, พุธ, เสาร์) นั้นว่าร้ายนักเลี้ยงยาก และโรคนั้นก็มาก ฉันใดแลผู้เป็นเจ้า โรคนั้นจึงเบาบางกลับเป็นดีไปเล่า คลอดวันที่ดีกลับร้าย รักษายากรักษาไม่รอดรักษาง่าย คลอดวันที่ร้ายกลับดี รักษาง่าย ดังนี้เป็นประการดังฤๅ พระคัมภีร์ปฐมจินดากำเนิดซางนั้นร้ายนักเลี้ยงก็ยาก

* ถ้ากุมาร กุมารีเกิดมาในวัน 1, 3, 4, 7 จะไม่ตายเสียสิ้นแลหรือ เกิดมาในวัน 2, 5, 6 นั้นเลี้ยงง่ายก็ตกซึ่งว่ากุมาร กุมารี เกิดมาในวันเหล่านี้ จะไม่รู้ตายแล้วหรือพระผู้เป็นเจ้า


ฝ่ายพระฤๅษี ฤทธิยาธรดาบส จึงวิสัชนาว่า สัตว์เกิดมาในภพสงสารนี้ ซึ่งเกิดมาในวันที่ดีไม่มีสิ่งอันใดขัดขวาง พ้นแผนซางที่ร้ายแล้ว แต่ว่าเลี้ยงยากนั้น เหตุทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมของมารดานั้นให้โทษแก่กุมารนั้นเอง อนึ่ง กุมารจะเกิดมาในวันที่ร้ายแล้วต้องแผนซางที่ร้าย แต่ว่าเลี้ยงง่ายนั้น อาศัยน้ำนมแห่งมารดานั้นดี กุมารีได้บริโภคจึงวัฒนาการเจริญขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมสตรีดี และร้ายมีอยู่ 6 จำพวก ท่านจงทราบด้วยประการดังนี้ พระฤๅษีสิทธิดาบส เธอจึงนำเอาลักษณะน้ำนมชั่ว ซึ่งกุมารบริโภคเป็นโทษ 2 จำพวก และลักษณะแห่งน้ำนมแม่ที่ดี ซึ่งกุมารดื่มแล้วไม่ได้เป็นโทษ 4 จำพวก ดังนี้


ลักษณะน้ำนมให้โทษแก่กุมารในหญิง 2 จำพวก คือ

1.หญิงมีกลิ่นตัวคาวดังน้ำล้างมือ

มีลักษณะ : ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบ เครือดังเสียงการ้อง ฝ่ามือและเท้ายาว ห้องตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สะดือลึก ไม่พี ไม่ผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่า หญิงยักขินี เป็นหญิงมีกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป มักบังเกิดโรคต่างๆ แม่นมออย่างนี้ท่านให้ยกเสียพึงเอา

2.หญิงที่มีกลิ่นตัวดังบุรุษ

มีลักษณะ : ตาแดง ผิวเนื้อขาว นมดังคอน้ำเต้าริมฝีปากกลม เสียงแข็ง ดังเสียงแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่ง เจรจาปากไม่มิดกัน เดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอย่างนี้ ชื่อว่า หญิงหัศดี เป็นหญิงกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป ดุจดังเอายาพิษให้บริโภค แม่นมอย่างนี้ ท่านให้เลือกออกเสีย อย่าพึงเอา

ลักษณะแห่งแม่นมที่ดี ซึ่งกุมารดื่มน้ำนมไม่ได้เป็นโทษนั้นมี อยู่ 4 จำพวก คือ

1.หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมดังกล้วยไม้

มีลักษณะ : ไหล่ผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำ และเล็ก แก้มใส มือ และเท้าเรียว เต้านมดังอุบลพึ่งแย้ม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข์ รสน้ำนมนั้นหวาน มันเจือกัน ลักษณะหญิงอย่างนี้ ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณีให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก

2.หญิงที่มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล

มีลักษณะ : เสียงดังเสียงแตร ไหล่ผาย ตะโพกรัด แก้มพอง นิ้วมือ และนิ้วเท้าเรียวแฉล้ม เต้านมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมมีรสหวาน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก

3.หญิงที่มีกลิ่นตัวไม่ปรากฏหอม หรือเหม็น

มีลักษณะ : เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เต้านมกลม หัวนมงอนดังดอกอุบลพึ่งจะแย้ม รสน้ำนมนั้นหวานมันสักหน่อย ลักษณะหญิงอย่างนี้ ท่านว่าเป็นหญิงเบญจกัลยานี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมาร บริโภคเถิด น้ำนมดีนัก

4.หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมเผ็ด

มีลักษณะ : เสียงดังเสียงจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหล่ผาย ตะโพกผาย หน้าผากสวย ท้องดังกาบกล้วย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข์ รสน้ำนมมันเข้มสักหน่อย เลี้ยงลูกง่าย ลักษณะหญิงจำพวกนี้ ท่านคัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนมดีนัก ลักษณะแม่นม 4 จำพวกนี้ แม่นมเบญจกัลยานี ท่านจัดสรรเอาไว้ถ่ายพระมหาบุรุษราชเจ้าได้ เสวยครั้งนั้น เรียกว่า ทิพโอสถประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถ้ากุมาร และกุมารีผู้ใดได้บริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถ อันเป็นทิพย์ น้ำนมที่กล่าวมาทั้ง 4 จำพวก ถึงว่ากุมารผู้นั้นจะมีโรค ก็อาจบำบัดโรคได้ เพราะน้ำนมมีคุณดังโอสถ และมิได้แสลงโรค

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมารไปเบื้องหน้า ให้พิจารณาดุน้ำนมแห่งแม่นม และน้ำนมแห่งมารดานั้นก่อน ถ้าเห็นว่านมนั้นยังเป็นมลทินอยู่ ท่านให้แต่งยาประสะน้ำนม นั้นเสียก่อน จึงจะสิ้นมลทินและโทษทั้งปวง ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีและร้ายนั้น ให้เอาใส่ขันแล้วให้แม่นมนั้นหล่อนมองดู 

1.ถ้าสี และน้ำนมขาว ดังสีสังข์ และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกาะ นมอย่างนี้ จัดเอาเป็นน้ำนมอย่างเอก 

2.ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าขันจมลงถึงก้นขันแค่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้ จึงเอาเป็นน้ำนมอย่างโท 

ถ้าพ้นจากน้ำนม 2 ประการนี้แล้ว ถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศ ศักดิ์ขาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษา ไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม, ฝาด, จืด, จาง, และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้นดุจกล่าวมา นอกจากนี้ยังมีน้ำนมพิการอีก 3 จำพวก ถ้าให้กุมารบริโภคเข้าไป ดุจให้บริโภคยาพิษ จะบังเกิดโรคต่างๆ


สตรีมีโลหิต 5 ประการ โลหิตปกติโทษ

(สตรีมีโลหิตระดูปกติโทษ) 5 ประการ คือ สัตว์ที่จะมาปฎิสนธิ ในมาตุคัพโภทร (ในท้องมารดา) ก็เพราะโลหิตระดูบริบูรณ์


1.ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต่หทัย (หัวใจ)

2.ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต่ดี และตับ

3.ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต่เนื้อ

4.ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่เส้นเอ็น

5.ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต่กระดูก

.ลักษณะน้ำนมพิการ 3 จำพวก คือ

1.สตรีขัดระดู 

2.สตรีอยู่ไฟมิได้ และน้ำนมนั้นเป็นน้ำนมดิบ

3.สตรีมีครรภ์อ่อน เป็นน้ำเหลือง ไหลหลั่งลงในน้ำเป็นสายโลหิตกับน้ำนมระคนกัน

ถ้าแพทย์จะพยาบาล ให้พึงพิจารณา โรคพยาธิและชาตินรลักษณ์ แห่งแม่นมนั้นก่อน ถ้าประกอบไปด้วยโทษประการหนึ่งประการใดก็ดี ให้ประกอบยา ประจะโลหิต และรุน้ำนม บำรุงธาตุ ให้โลหิตและน้ำนมนั้น บริบูรณ์ ก่อนจึงจะสิ้นโทษร้าย ถ้าน้ำนมลอยเรี่ยรายอยู่ไม่คุมกันเข้าได้ ท่านว่าเป็นเพราะโลหิตกำเริบ ให้แต่งยา ประจุโลหิตร้ายเสียก่อน โลหิตจึงจะงาม น้ำนมจึงจะบริบูรณ์


ลักษณะน้ำนมเป็นโทษ อีก 3 จำพวก

คือ มารดาอยู่ไฟมิได้ ท้องเขียวดังท้องค่าง ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแล้วให้กุมารดื่มน้ำนมเข้าไป ก็อาจให้เป็นโรคต่างๆ ด้วยดื่มน้ำนมเป็นโทษ 3 ประการ ดังนี้


1.น้ำนมจาง สีเขียว ดังน้ำต้มหอยแมลงภู่

2.น้ำนมจาง มีรสเปรี้ยว 

3.น้ำนมเป็นฟองลอย

น้ำนมทั้ง 3 ประการนี้ย่อมเบียดเบียน กุมาร กุมารีทั้งหลาย ซึ่งได้บริโภคนั้นกระทำให้เกิดโรคต่างๆ บางทีกระทำให้ลงท้อง บางที่กระทำให้ท้องขึ้น บางที กระทำ ให้ตัวร้อน บางทีกระทำให้ปวดมวนในท้อง ทั้งนี้เป็นมลทินโทษแห่งน้ำนม เพราะน้ำนมดิบให้โทษเป็น 3 ประการดังนี้

พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ อันว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ถือเอาซึ่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ อิ่มไปด้วยโลภ ด้วยหลงมี ใจอันถือทิฐิมานะ อันว่าแพทย์ผู้นั้น ชื่อว่ามีตาอันบอดประกอบไปด้วยโทษ ด้วยประการดังนี้


แพทย์ผู้ใดมิได้เรียนซึ่งคัมภีร์ฉันทศาสตร์ มิได้รู้จักกำเนิดแห่งซาง และสรรพคุณยาทั้งหลาย ได้แก่ ตำราซึ่งท่านเขียนไว้ ก็นำไปเที่ยวรักษา ด้วยใจโลภ จะใคร่ได้ทรัพย์แห่งท่านประการ 1 ถือทิฐิมานะว่า ตัวรู้กว่า คนทั้งหลายประการหนึ่ง หลงใหลถือผิดเป็นชอบประการ 1 มีความโกรธแก่ท่านประการ 1 ทั้ง 4 ประการนี้ ท่านว่าเป็นหมอโกหก อย่างนี้ในเมืองโสฬสมหานคร ท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเป็นอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด ท่านว่าเป็นหมอโกหก อย่างนี้ในเมือง โสฬสมหานคร ท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเป็นอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด


อนึ่งแพทย์มิได้รู้จักกำเนิดแห่งโรคนั้น และวางยาให้ผิดแก่โรค มีดุจพระบาลีกล่าวไว้ ดังนี้


1.วางยาผิดโรคครั้งหนึ่งดุจประหารด้วยหอก

2.วางยาผิดโรคสองครั้งดุจเผาด้วยไฟ

3.วางยาผิดโรคสามครั้งดุจต้องสายฟ้าฟาดคือฟ้าผ่า

อันว่า โรคจะกำเริบขึ้นกว่าเก่า ได้ร้อยเท่า พันเท่า อันว่าแพทย์ผู้นั้น ครั้นกระทำผิดซึ่งกาลกิริยาตายแล้ว ก็จะเอาไปปฏิสนธิในนรก


ครรภ์รักษา

สตรีทั้งปวงครรภ์ก็ตั้งขึ้น (มีครรภ์) ได้ 15 วันก็ดี หรือ 1 เดือนก็ดี จะแสดงให้ปรากฏแก่ คนทั้งหลายว่า ตั้งครรภ์มีเส้นเอ็นสีเขียวผ่านหน้าอก หัวนมก็ดำคล้ำขึ้น และตั้งขึ้น กับมีเม็ดครอบหัวนม แพทย์พึงรู้ว่า สตรีนั้นตั้งครรภ์แล้ว ในระหว่างตั้งครรภ์ ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 10 เดือน มารดา มักจะมีโรคหรืออาการต่างๆ จึงมียาครรภ์รักษา ใช้รักษาและป้องกันไม่ให้มีการแท้ง หรือตกเลือดได้


ครรภ์วิปลาส

ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้ครรภ์ตกไป (เกิดการแท้งหรืออันตรธาน) มีอยู่ 4 ประการคือ


1.สตรีมีครรภ์นั้น บังเกิดกามวิตกหนา ไปด้วยเตโชธาตุสมุฏฐาน ไฟราคะเผาผลาญแรงกล้าอยู่เป็นนิจ ทำให้ครรภ์นั้นตกไป (แท้ง) หรืออันตรธานไป(เพราะธาตุไฟกำเริบ)

2.สตรีมีครรภ์ กินของที่ไม่ควรจะกินก็กิน กินของที่เผ็ดร้อนต่างๆ หรือของที่กินแล้ว ให้มีอาการ ลงท้อง หรือยาที่ให้แสลงโรคต่างๆ กินยาขับโดยตั้งใจ (เพราะธาตุน้ำกำเริบ)

3.สตรีมีครรภ์มีจิตมากด้วยความโกรธแล้วทำร้ายตัวเอง หรือเป็นผู้หญิงปากร้าย ไม่รู้จักซึ่งโทษมีแก่ตน ใช้ถ้อยคำหยาบช้าด่าว่าสามีตนและผู้อื่น ถูกเขาทำโทษทุบถองโบยตี ด้วยกำลังแรงต่างๆ สตรีผู้นั้นก็เจ็บ ซึ่งครรภ์แห่งหญิงนั้นก็ตกไป

4.สตรีมครรภ์ลูกถูกปีศาจทำโทษต่างๆ ครรภ์นั้นก็มิตั้งขึ้นได้ หรือต้องสาตราคมคุณไสยเขากระทำก็ดี ลูกที่อยู่ในครรภ์นั้นก็ตกไป

ครรภ์ปริมณฑล

ในระยะ 10 เดือน ที่สตรีตั้งครรภ์ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บ เกิดขึ้นได้จัดยา ไว้สำหรับแก้ไข้ แก้บิดมูกเลือด แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด แก้ไข้ร้อนๆหนาวๆ ระส่ำระสาย ลิ้นกระด้างคางแข็ง ยาสำหรับครรภ์ 7-8 เดือน กุมารไม่ดิ้น ยาให้คลอดง่าย และยาชักมดลูก เป็นต้น


ครรภ์ประสูติ

ว่าด้วยทารกคลอดจากครรภ์มารดา ด้วยอำนาจแห่งลม กัมมัชวาตพัดกำเริบ ให้เส้นและเอ็นที่รัดตัว กุมารไว้คลาย ออกพร้อมก็ให้ศีรษะกลับลงเบื้องต่ำ ฤกษ์ยามดี แล้วก็คลอด จากครรภ์มารดา เรียกว่า ตกฟาก และในระยะปฐมวัย ตั้งแต่ทารกรู้ชันคอ จนถึงระยะรู้ย่าง รู้เดิน ก็จะมีลักษณะสำรอก 7 ประการ และระยะ ดังกล่าวก็จะมีโรคเกิดกับทารกอยู่ก่อน แล้ว มีโรคอื่นจรมาแทรกมาทับ เรียกโรคทับ 8 ประการ

ดวงซาง

เกิดซาง 9 จำพวก เกิดขึ้นจรในกินไส้พุง ตับ ปอด และหัวใจ


1.ซางฝ้าย เกิดในลิ้น ในปาก เป็นซางจรมาแทรกซางน้ำเจ้าเรือน

ลักษณะ เป็นฝ้าขาวดาดไปเป็นเหมือนวงฝ้ายมีใยดุจสำลี ขึ้นที่เพดาน กระพุ้งแก้ม ไรฟัน และที่ลิ้น อาการ ให้ปากร้อน,ปากแห้ง,น้ำลายแห้ง,หุบปากไม่ลง,อ้าปากร้อง,อาหารไม่ได้ อาเจียนเป็นกำลัง, ให้ท้องเดิน, กลิ่นเหม็นดังไข่เน่า ซางฝ้ายทำโทษ กำหนด 6 เดือน รวมกับซางน้ำเจ้าเรือน ถึงอายุ 2 ขวบ 15 วัน

2.ซางขุม กลางลิ้นนั้นขึ้นซีดขาว

3.ซางข้าวเปลือก เกิดในลิ้น ในปาก ดังลิ้นวัว

4.ซางข้าว ดวงดังนี้

5.ซางควาย ดวงดังนี้

6.ซางม้า ดวงดังนี้ ครั้นถึง 2 วันติดกันเข้ามา มีสีดำ เขียวร้ายนัก

7.ซางช้าง ดวงดังนี้ ถ้าหวำและกลางแดง มักให้ลงท้อง

8.ซางโจร ดวงดังนี้ มักขึ้นในไส้พุง และหัวตับ กระดูกสันหลัง ครั้นแก่นานหนัก ขึ้นมาดังดอกบุก

9.ซางไฟ ถ้าขึ้นกลางลิ้นนั้น ลิ้นดำและริมแดง ร้ายนัก

ลักษณะซาง

1.ซางโจร ขึ้นยอดดำเชิงแดง ขึ้นที่ต้นกรามทั้งสองข้าง ให้ลงท้องแต่ในเขตอายุ 1 เดือน ไปจนถึง 10 เดือน ให้ลงท้องเป็นดังส่าเหล้า ถ้าขึ้นตับ ถ่ายอุจจาระดำ ออกมา ขึ้นในไส้อ่อน ( ลำไส้เล็ก) ให้ถ่ายอุจจาระสีเขียวดังใบไม้ ถ้าขึ้นในให้หลังโกง และขัดปัสสาวะ มักให้เป็นนิ่ว ( นิ่วซาง) ให้ ปัสสาวะขาวดุจน้ำปูน

2.ซางนิล ซางนี้มาเกิดในกระหม่อม แล้วลงมาเกิดขึ้นในเพดานยอด 1 หรือ 3 ยอด 4 ยอด ครั้นได้ 2 เดือน 3 เดือน ก็กระจายออกมาขึ้นเหงือก และกรามทั้ง 2 ข้าง ให้เจ็บปวด มีพิษทั่วไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระคัมภีร์มหาโชตรัต กล่าวถึงโรคโลหิตระดูสตรี ปกติโทษ และระดูทุจริตโทษ ซึ่งว่าด้วยปฐมสัตว์ มนุษย์อันเกิดมาเป็นรูปสตรีภาพ ตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดา มีกายแตกต่างจากชาย 4 ประการ คือ


1.ถันประโยธร

2.จริตกิริยา

3.ที่ประเวณี

4.ต่อมโลหิตระดู

โลหิตระดูของสตรี 5 ประการ (เรียกว่าโลหิตปกติ)

1.โลหิตระดูอันเกิดแก่หัวใจ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น มีอาการให้คลั่งเพ้อ เจรจาด้วยผี ให้นอนสะดุ้ง หวาดผวา มักขึ้งโกรธไปต่างๆ ครั้นมีระดูออกมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป

2.โลหิตระดูอันเกิดแต่ขั้วดี เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้มีอาการเป็นไข้ ให้คลั่งไคล้ ละเมอ เพ้อพก เจรจาด้วยผี ให้นอนสะดุ้งหวาดไป ครั้นมีระดูออกมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป

3.โลหิตระดูอันเกิดแต่ผิวเนื้อ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้มีอาการนอน ร้อนผิวเนื้อผิวหนัง และแดงดังผลตำลึกสุก บางทีให้ผุดขึ้นทั้งตัวดังยอดหัด และฟกเป็นดังไข้รากสาด เป็นอยู่ 2 วัน 3 วัน ครั้นมีระดูมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป

4.โลหิตระดูอันบังเกิดแต่เส้นเอ็น เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เป็นดุจดังไข้จับ ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ครั้นพอมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไป

5.โลหิตระดูอันเกิดแต่กระดูก เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เมื่อยขบไปทุกข์ดังจะขาดออกจากกัน ให้เจ็บเอวสันหลังมาก มักบิดเกียจคร้านบ่อยๆ ครั้นมีระดูออกมาแล้วก็หายไป

โลหิตปกติโทษทั้ง 5 ประการนี้ อธิบายไว้พอเป็นที่สังเกตของแพทย์ เพราะโลหิตปกติโทษ จะมีอยู่แต่เท่านั้นหามิได้ ย่อมมีอยู่ทั่วไปทั้งอาการ 32 ซึ่งชุ่มแช่อยู่ทั่วไปทั้งตัว ด้วยลม 6 จำพวก และลมทั้งหลายพัดให้เดินไปมาระหว่างเส้นเอ็น เนื้อหนัง และ อวัยวะทั้งหลายในร่างกาย เป็นธรรมดาของสัตว์โลก เตโชธาตุทั้ง 4 นั้น ทำหน้าที่ให้โลหิตในกายอบอุ่นแล้ว ถ้าเตโชธาตุกล้า หรือร้อนเกินปกติ โลหิตก็ร้อนทนไม่ได้ ก็จะผุดออกมานอกผิวหนัง แพทย์จึงสมมุติว่าเป็นเม็ดกำเดา รากสาดปานดำปานแดง และกาฬทั้งปวง นั่นคือเหตุของโลหิตนั่นเอง


จึงกล่าวได้ว่า ดี กำเดา ก็คือเตโช ส่วนโลหิตเป็นเจ้าสมุฏฐาน อันว่าโลหิตนั้นเป็นธรรมชาติของสตรี ผู้ใดเคยมีระดูมานั้น หากลมกองโตเคยกำเริบ ลมกองนั้นจะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกว่า “ปกติโลหิต” หรือโลหิตประจำเดือน


แต่ถ้าถึงกำหนดระดูมีมา อาการแปลกไปอย่างอื่น และลมกองที่เคยพัดประจำเกิดไม่พัด ลมกองอื่นจึงเข้าพัดแทน อาการจึงแปลกไปจากทุกเดือนอย่างนี้เรียกว่า “โลหิตทุจริตโทษ”


 หญิงมีระดูมาแล้วเกิดแห้งไป เพราะเหตุ 5 ประการ คือ

1.มีกามระคะจัด อำนาจแห่งไฟราคะเผาโลหิตให้แห้งไป

2.บริโภคอาหารเผ็ดร้อนเกินไป เป็นเหตุให้ระดูพิการได้

3.มีโทสะเป็นนิจ หรือทำงานหนักเกินไป เป็นเหตุให้โลหิตนั้นแห้งไป

4.มีโมหะอยู่เป็นนิจ หรือออกกำลังมากเกินไป เป็นเหตุให้โลหิตนั้นแห้งไป

5.เป็นด้วยกรรมพันธุ์ ติดต่อมาจากบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของหญิงนั้น

หญิงจำพวกใด เมื่ออายุได้ 14–15 ปี ขึ้นไป และสิ้นกำหนดตานซางแล้ว ต่อมโลหิตระดูของหญิงนั้นก็บังเกิดมาตามประเวณีของสตรีภาพ ให้แพทย์พิจารณาดูว่า โลหิตนั้นเกิดจากที่ใด แล้วให้ปรุงยา ชื่อ ยาพรหมภักดิ์ เป็นยาประจุโลหิตร้ายเสียให้สิ้น แล้วจึงแต่งยาบำรุงไฟธาตุให้กิน เพื่อปรับธาตุทั้ง 4 ให้เสมอกัน แล้วจึงแต่งยาชื่อว่า ยากำลังราชสีห์ ยากำลังแสงพระอาทิตย์ บำรุงโลหิตให้บริบูรณ์แล้ว เมื่อใดสัตว์ที่จะมาปฏิสนธิก็จะเกิดขึ้นได้เมื่อนั้น


หญิงใดมีโลหิตพิการ บางจำพวกโลหิตนั้นเป็นก้อนกลมเท่าฟองไข่เป็ดอยู่ในท้องน้อย และหัวเหน่า บางพวกติดอยู่ในทรวงอก บางจำพวกกลมกลิ้งอยู่ในท้องน้อยเจ็บปวดดุจดังเป็นบิด บางทีให้ขึ้นจุกอยู่ยอดอก เจ็บปวดดังจะขาดใจตายทั้งกลางวัน และกลางคืน ถ้าถึง 7 วันตาย


3. ว่าด้วยริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก

เกิดที่คอ

เกิดในอก

เกิดในทวาร

เกิดในลำไส้

ลักษณะอาการ ที่ทรวงอก และลำคอ เป็นเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตออกมา แล้วเลื่อนเข้าไปหากันบานดังดอกบุก เป็นบุพโพโลหิตไหล ไม่รู้ก็ว่าเป็นฝีที่ลำไส้ ลำคอ เกิดขึ้นขนาดเมล็ดข้าวโพดที่ทวารเบา ตั้งขึ้นเป็นกองเป็นหมู่ประมาณ 9-10 เม็ด ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตระคนกัน เลื่อนเข้าหากัน มีสัณฐานบานดังดอกบุก


4. ลักษณะโลหิตทุจริตโทษ 4 ประการ มี ดังนี้

โลหิตระดูร้าง เมื่อจะบังเกิดโลหิตระดูมิได้มาตามปกติ บางทีให้ดำ และมีกลิ่นเหม็นเน่า บางทีจางดุจน้ำชานหมาก บางทีใสดุจน้ำคาวปลา บางทีขาวดุจดังน้ำซาวข้าว กระทำให้เจ็บปวด เป็นไปต่างๆ ครั้นเป็นนาน เข้ามักกลายเป็น มานโลหิต

โลหิตคลอดบุตร เมื่อจะบังเกิด ทำให้โลหิตคั่งเข้าเดินไม่สะดวก แล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อน ให้แดกขึ้นแดกลง บางทีให้คลั่ง ขบฟัน ตาเหลือกตาช้อน ขอบตาเขียว และริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว สมมุติว่าปีศาจเข้าสิง

โลหิตต้องพิฆาต อันตกต้นไม้ และถูกทุบถองโบยตี ถ้าเป็นดังกล่าวท่านว่า ไข้นั้นถึงพิฆาตเพราะโลหิตที่ถูกกระทำนั้นกระทบช้ำระคนกับโลหิตระดู เกิดแห้งกรังเข้าติดกระดูกสันหลังอยู่ จึงได้ชื่อว่า โลหิตแห้งกรัง เพราะอาศัยโลหิตพิการ

โลหิตเน่า อาศัยโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต และโลหิตตกหมกซ้ำเจือมาเน่าอยู่ จึงเรียกว่า โลหิตเน่า เป็นใหญ่กว่าลมทั้งหลาย เมื่อจะให้โทษ โลหิตเน่ามีพิษอันกล้าแล่นไปทุกขุมขน บางทีแล่นเข้าจับหัวใจ บางทีแล่นออกผิวเนื้อ ผุดเป็นวงดำ แดง เขียว ขาวก็มี บางทีผุดขึ้นดังยอดผด ทำพิษให้คันเป็นกำลังให้ทุรนทุรายยิ่งนัก

โลหิตตกหมกซ้ำ ก็อาศัยโลหิตเน่า เหตุเพราะแพทย์ใช้ยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิตไม่ถึงกำลัง หมายถึงให้ยาน้อยกว่ากำลังเลือด และโลหิตนั้นเกิดระส่ำระสายออกไม่หมดสิ้นเชิง จึงตกหมกช้ำอยู่ ได้ชื่อว่า โลหิตตกหมกช้ำ บางทีตกช้ำอยู่ในเส้นเอ็น หัวเหน่า เมื่อจะให้โทษก็คุมกันเข้า กระทำให้เป็นฝีมดลูก ฝีปอดคว่ำ ฝีเอ็น ฝีอัคนีสันต์ ฝีปลวก และมานโลหิต

โลหิตที่เกิดจากกองธาตุ มี 4 อย่าง

โลหิตเกิดแต่กองเตโชธาตุ ถ้าเกิดแต่สตรีผู้ใด มีสามีแล้ว หรือไม่มีก็ดี เมื่อระดูจะมีมา นั้นกระทำให้ตึงไปทั่วตัวแล้วระดูจึงมีมา ให้ร้อนทางช่องคลอดดุจถูกพริก โลหิตที่ออกมานั้นเป็นฟองมีสีเหลืองน้ำฝางอันบุคคลเอาน้ำส้มมะนาวบีบลง สีนั้นก็เหลืองไป กระทำให้ร้อนผิวเนื้อมาก ให้อาเจียน ให้เหม็นอาหาร บริโภคอาหารไม่ได้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว

โลหิตอันบังเกิดแต่กองวาโยธาตุ ถ้าเกิดแก่สตรีใด ที่มีสามีแล้ว หรือยังไม่มีสามีก็ดี เมื่อ มีระดูมานั้นทำให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้จุกให้เสียดเป็นกำลัง ให้ตัวร้อน ให้จับเป็นเวลา ให้คลื่นเหียนอาเจียนแต่ลมเปล่า ระดูมีมาไม่สะดวก มีสีดุจน้ำดอกคำอันจาง ให้ปวดเป็นกำลัง

โลหิตอันบังเกิดแต่กองอาโปธาตุ ถ้าเกิดแก่สตรีผู้ใด มีสามีแล้ว หรือยังไม่มีก็ดี เมื่อระดูจะมีมานั้นกระทำให้ลงไปวันละ 5-6 ครั้ง ระดูนั้นเดินออกมาเป็นเมือกเป็นมัน เหม็นคาวยิ่งนัก โลหิตนั้นใส บางทีเป็นเปลวดุจปะระเมหะ และไข่ขาว เดินไม่สะดวก ให้ปวดท้องมากบริโภคอาหารไม่ได้

โลหิตอันเกิดแก่กองปถวีธาตุ เกิดแก่สตรีผู้ใด มีสามีแล้ว หรือยังไม่มีสามีก็ดี เมื่อระดูจะมีมานั้นให้เมื่อยทุกข้อทุกลำทุกกระดูก ระดูเดินหยดย้อยไม่ได้สะดวก บางทีให้เป็นมันเป็นเมือก บางทีเป็นปะระเมหะระคนออกมากับโลหิต เหนียวดุจยางมะตูม ทำให้ร้อนให้แสบ จุกเสียด ให้ท้องขึ้นเป็นกำลัง ระดูนั้นมีสีดำ แดง ขาว เหลือง ระคนกันออกมา มีกลิ่นคาวยิ่งนัก ให้ปวดในอุทรเป็นกำลัง

6.ว่าด้วยยาสำหรับสตรี

ยาบำรุงไฟธาตุ

ส่วนประกอบดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง เหง้าขิงแห้ง ผลผักชี ว่านน้ำ หัวแห้วหมู พิลังกาสา บอระเพ็ด ผิวมะกรูด ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละ 1 ส่วน เสมอภาค

วิธีใช้บดเป็นผง ละลายน้ำส้มซ่า รับประทานครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ 3 เวลา ก่อนอาหาร

สรรพคุณกินบำรุงไฟธาตุให้บริบูรณ์

ยาบำรุงโลหิต

ส่วนประกอบเบญจกูล หนักสิ่งละ 1 บาท โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 สิ่งละ 6 สลึง ผลจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน กานพลู หนักสิ่งละ 1 สลึง เลือดแรด ดอกคำไทย สิ่งละ 3 บาท ฝางเสน 2 บาท เกสรบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ ดอกจำปา ดอกกระดังงา กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชยเทศ จันทน์ทั้ง 2 ขมิ้นเครือ เอาส่วนเท่ากัน

วิธีใช้ต้มรับประทาน

สรรพคุณให้โลหิตงามดี

ยาแก้เลือดลมทำพิษหลังคลอดบุตร

ส่วนประกอบ ไพล เปลือกกุ่มทั้งสอง ลำพันแดง รากละหุ่งแดง ผลกระวาน กานพลู ข่า ขมิ้นอ้อย รากหญ้าพันงูแดง รากอังกาบ ผลสมอไทย ผลเสมอพิเภก หัวตะไคร้หอม ผลช้าพลู รากเจตมูลเพลิง ขิงแครง ขิงแห้ง เปลือกราชพฤกษ์ รากกระพังโหมทั้งสอง ดีปลี สะค้าน เปลือกโลด ว่านเปราะ เทียนทั้ง 5 โกฐหัวบัว โกฐกระดูก โกฐสอ โกฐเขมา โกฐพุงปลา เครื่องสมุนไพร เอาหนักสิ่งละ 1 บาท เครื่องเทศเอาหนัก สิ่งละ 2 สลึง

วิธีใช้ทำเป็นผง ปั้นแท่งไว้ ละลายด้วยน้ำสุกก็ได้ น้ำขิงก็ได้ น้ำข่าก็ได้

สรรพคุณแก้เลือดลมดีขึ้น ชัก อ้าปากไม่ออก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง และแก้ลมทั้งปวง ในปัสสาวะ

ยาปลูกธาตุ

ส่วนประกอบดอกดีปลี รากช้าพลู ผักแพวแดง เถาสะค้าน ขิงแห้ง ผลผักชีล้อม ว่านน้ำ หัวแห้วหมู ผลพิลังกาสา ผิวมะกรูด ยาทั้งนี้ใช้ส่วนเสมอภาค พริกไทยร่อนเท่ายาทั้งหลาย      

วิธีใช้ บดเป็นผงละลายน้ำผึ้งก็ได้ น้ำส้มซ่าก็ได้ สุราก็ได้ ให้กิน

สรรพคุณปลูกไฟธาตุให้โลหิตงาม ถ้าไม่มีระดู ให้ระดูมีมา ถ้าแม่ลูกอ่อนกิน ทำให้น้ำนมมาก ทั้งหาโทษมิได้เลย ดีนักแล เป็นยาอายุวัฒนะด้วย

ยาแก้ระดูขัด

ส่วนประกอบ หัวดองดึง 8 บาท รากเจตมูลเพลิง ดอกดีปลี เทียนขาว หนักสิ่งละ 1 บาท   

วิธีใช้ บดเป็นผงละลายสุรากิน  

สรรพคุณ แก้ขัดระดูปีหนึ่งหรือ 2 ปี โลหิตที่ตกค้างอยู่นั้นมักกลายเป็นมานโลหิต มานหิน มานน้ำ เป็นริดสีดวงต่างๆ ได้

ยาดองสำหรับอยู่ไฟไม่ได้

ส่วนประกอบ รากส้มกุ้ง หัวข้าวเย็น รากช้าพลู สมุลแว้ง ขมิ้นเครือ ผลจันทน์ ผลเอ็น สิ่งละ 1 สลึง มะแว้งทั้ง 2 สิ่งละ 1 สลึง จันทน์ทั้ง 2 สิ่งละ 1 สลึง ตรีผลา ตรีกฏุก สิ่งละ 2 สลึง เจตมูลเพลิง เทียนดำ เทียนขาว สิ่งละ 2 สลึง รากเสนียด 3 สลึง

วิธีทำ ดองสุราหมกข้าวเปลือกไว้ 3 วัน ให้กิน

สรรพคุณ สำหรับอยู่ไฟไม่ได้ อาเจียน บริโภคเผ็ดร้อนไม่ได้ แก้มุตกิต มุตฆาต ได้ด้วย

วิธีใช้การให้ยาตามตำรับเภสัช

ยาบำรุงโลหิต

ส่วนประกอบ ขิงแห้ง ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ช้าพลู ขมิ้นเครือ เถามวกแดง กำลังวัวเถลิง ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง หนักสิ่งละ 2 ส่วน  ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน โกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐสอ โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง เนื้อลูกสมอไทย เนื้อลูกสมอดีงู เนื้อลูกสมอพิเภก เปลือกชะลูด เปลือกอบเชยเทศ จันทน์แดง แก่นแสมสาร แสมทะเล กฤษณา หนักสิ่ง 1 ส่วน  ครั่ง หนัก 8 ส่วน  ฝาง ดอกคำไทย หนักสิ่งละ 10 ส่วน

สรรพคุณ บำรุงโลหิต

ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุกเป็นน้ำกระสายยา

ยาประสะไพล

ส่วนประกอบ ผิวมะกรูด ว่านน้ำ กระเทียม หัวหอม พริกไทย ดีปลี ขิง ขมิ้นอ้อย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ 8 ส่วน   การบูร หนัก 1 ส่วน  ไพล หนัก 81 ส่วน

สรรพคุณ แก้ระดูไม่ปกติ จุกเสียด ขับน้ำคาวปลา

ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา เป็นน้ำกระสายยา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การนวดไทยบำบัด(นวดรักษา) 14โรค เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง

การนวดพื้นฐาน 95ท่า หนังสือผ่านแอพพิเคชั่นเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา

จุดสัญญาณนวดแบบราชสำนัก กับข้อสอบภาคทฤษฎีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านการนวดไทย