คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่สี่...เอกสารสำหรับแอพพิเคชั่นอ่านออกเสียงนักเรียนผู้พิการทางการมองเห็น(หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์)

 คัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทย ตอนที่สี่

คัมภีร์โรคนิทาน

ในคัมภีร์พระบรมอรรถธรรม ว่าด้วยคนจะถึงความมรณะสิ้นอายุ เทวทูตในธาตุทั้ง 4 ก็สำแดงออกมาให้ปรากฏโดยมโนทวารอินทรีย์ ธาตุ อันใดจะขาด จะหย่อน จะพิการ อันตรธานประการใดก็ดี มีแจ้งอยู่ในคัมภีร์มรณะญาณสูตรแล้ว 

ความมรณะ แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ 

1. มรณะด้วยโบราณโรค 

2. มรณะด้วยปัจจุบันโรค

1. มรณะด้วยโบราณโรค คือ ตายโดยปกติ ตายโดยลำดับขันธ์ชวนะเร็ว ธาตุทั้ง 4 ล่วงไปตามลำดับ โดยกำหนดสิ้นอายุปริโยสานเป็นปกติ ธาตุทั้ง 4 อันตรธานสูญหายเป็นลำดับกันไป คือ

ธาตุดิน 20

ธาตุน้ำ 12

ธาตุลม 6

ธาตุไฟ 4

เมื่อจะอันตรธานนั้นหาสูญพร้อมกันทีเดียวทั้ง 4 ธาตุก็หาไม่ ย่อมสูญไปขาดไป แต่ละ 2 สิ่ง 3 สิ่ง 4 สิ่งก็มี บางทีธาตุดินขาดก่อนธาตุน้ำ ธาตุลมขาดก่อนธาตุไฟ และเมื่อจะสิ้นอายุ ดับสูญนั้น

ปถวีธาตุ 20 ขาดไป 19 หทยัง ยังอยู่

อาโปธาตุ 12 ขาดไป 11 น้ำลาย ยังอยู่  (แต่ถ้าเป็นคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ปิตตัง(น้ำดี)ยังอยู่)

วาโยธาตุ 6 ขาดไป 5 ลมหายใจเข้าออกยังอยู่

เตโชธาตุ 4 ขาดไป 3 ไฟอุ่นกายยังอยู่

ถ้าธาตุทั้งหลายสูญสิ้นไปดังกล่าวมานี้ อาการตัดทีเดียว รักษาไม่ได้ หากธาตุทั้ง 4 หย่อนไป แต่ละสิ่ง สองสิ่ง ก็ยังรักษาได้

2. มรณะด้วยปัจจุบันโรค คือโอปักกะมิกาพาธ ถูกทุบถองโบยตีบอบช้ำ และต้องราชอาญาของพระมหากษัตริย์ ให้ประหารด้วยหอก ดาบ ปืน ไฟ ก็ตายอุจเดียวกัน 


 ธาตุทั้ง 4 พิการตามฤดู

1. เตโชธาตุพิการ เตโชธาตุชื่อสันตัปปัคคีพิการ (เดือน 5, 6, และ 7)

อาการให้เย็นในอก กินอาหารพลันอิ่ม มักให้จุกเสียด ขัดอก อาหาร พลันแหลก มักอยากบ่อย จึงให้เกิดลม 6 จำพวก คือ

ลมอุตะรันตะ         พัดแต่สะดือถึงลำคอ

ลมปิตตะรันตะ       ให้ขัดแต่อกถึงลำคอ

ลมอัสวาตะ            ให้ขัดจมูก

ลมปรามาศ            ให้หายใจขัดอก

ลมอนุวาตะ            ให้หายใจขาดไป

ลมมหาสดมภ์        ลมจับนิ่งไป 

2. วาโยธาตุพิการ (เดือน 8, 9, และ 10)

อาการให้ผอมเหลือง ครั่นตัว เมื่อยทุกข้อ ทุกลำ ให้แดกขึ้นแดกลง ลั่นโครก มักให้หาวเรอ ให้วิงเวียนหน้าตา หูหนัก ร้อนในอก รันทดรันทวยกาย หายใจสั้น ให้เหม็นปาก หวานปากตัวเอง โลหิตออกจากปาก จมูก หู กินอาหารไม่รู้รส

3. อาโปธาตุพิการ (เดือน 11, 12, และ 1) กินผัก และอาหารทั้งปวงผิดสำแดง

ดีพิการ            มักขึ้งโกรธ มักสะดุ้งใจ

เสมหะพิการ    กินอาหารไม่รู้รส

หนองพิการ     มักให้เป็นหืด ไอ

โลหิตพิการ      มักให้คลั่ง เพ้อพก ให้ร้อน

เหงื่อพิการ       มักให้เซื่อมซึม

มันข้นพิการ     มักให้ตัวชาสากไป

น้ำตาพิการ       มักให้ปวดศีรษะ เจ็บตา

มันเหลวพิการ  มักให้บวมมือ บวมเท้า เป็นน้ำเหลืองตก มักให้ผอมแห้ง

น้ำลายพิการ     มักให้เป็นไข้ มักให้คอแห้ง และฟันแห้ง

น้ำมูกพิการ      มักให้ปวดศีรษะ

ไขข้อพิการ       มักให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก

มูตรพิการ       ให้ปัสสาวะแดง ขัดปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นโลหิต ปวดเจ็บเนืองๆ

4. ปถวีธาตุพิการ (เดือน 2, 3, และ 4) เป็นด้วยนอนผิดเวลา

ผมพิการ     ให้คันศีรษะ มักเป็นรังแค ให้เจ็บหนังศีรษะเนืองๆ

ขนพิการ       มักให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย ทุกขุมขน ให้ขนลุกพอง ทั้งตัว

เล็บพิการ     มักให้เจ็บต้นเล็บ ให้ต้นเล็บเขียว ต้นเล็บดำ ช้ำโลหิต ให้เจ็บๆ เสียวๆ นิ้วมือ นิ้วเท้า

ฟันพิการ      มักให้เจ็บไรฟัน บางทีให้เป็นฝี รำมะนาด บางทีให้เป็นโลหิตไหลออกทางไรฟัน ให้ฟันคลอน ฟันโยก ฟันถอนออก

หนังพิการ   ให้ร้อนผิวหนัง ทั่วสรรพางค์กาย บางทีให้เป็นผื่นดุจเป็นผด ให้แสบร้อนอยู่เนืองๆ

เนื้อพิการ    มักให้นอนสะดุ้ง ไม่หลับสนิท มักให้ฟกบวม บางทีให้เป็นวง ผุดขึ้นเป็น หัวดำ หัวแดง  หัวเขียวทั้งตัว บางทีเป็น ดุจลมพิษ สมมุตว่าเป็นประดง เหือด หัด ต่างๆ

เอ็นพิการ     มักให้เจ็บสะบัดร้อน สะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะ ท่านเรียกว่า ลม อัมพฤกษ์กำเริบ

กระดูกพิการ ทำให้เมื่อยขบ ทุกข้อ ทุกกระดูก

สมองกระดูกพิการ  ทำให้ปวดศีรษะเนืองๆ

ม้ามพิการ      มักให้ม้ามหย่อน

หฤทัยพิการ   ทำให้คลุ้มคลั่งดุจเป็นบ้า ถ้ามิฉะนั้น ให้หิวโหย หาแรงมิได้ ให้ทุรนทุรายยิ่งนัก

ตับพิการ        ให้ตับโต ตับทรุด เป็นฝีในตับ และตับพิการต่างๆ

พังผืดพิการ    ให้เจ็บ ให้อาเจียน จุกเสียด กลับเข้าเป็นเพื่อลม

ไตพิการ         มักให้ปวดท้อง แดกขึ้นแดกลง ปวดขบอยู่เนืองๆ

ปอดพิการ     มักให้ปวดศีรษะเป็นพิษ กระหายน้ำอยู่เนืองๆ

ไส้ใหญ่พิการ  มักให้สะอึก ให้หาว ให้เรอ

ไส้น้อยพิการ   มักให้ผะอืด ผะอม ท้องขึ้นท้องพอง มักเป็นท้องมาร กระษัย บางทีให้ลงท้อง ตกมูกเลือด เป็นไปต่างๆ

อาหารใหม่พิการ  มักให้ลงท้อง ลงแดง มักให้อาเจียน และมักให้เป็นป่วง 7 จำพวก

อาหารเก่าพิการ    มักให้กินอาหารไม่รู้รส เป็นต้น ที่จะให้เกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารแปลกสำแดง

มันสมองพิการ    ให้ปวดศีรษะ ให้ตาแดง ให้คลั่ง เรียกสันนิบาตต่อกันกับลม

ลักษณะเตโชธาตุแตก

เตโชธาตุ ชื่อปริณามัคคีแตกให้ขัดในอกในใจ ให้บวมมือ บวมเท้า ให้ไอ เป็นมองคร่อ

เตโชธาตุชื่อ ปริทัยหัคคีแตกมักให้มือเท้าเย็น ชีพจรไม่เดิน บางทีให้ตัวเย็นดุจน้ำ แต่ภายในร้อน ให้รดน้ำอยู่มิได้ขาด บางทีให้ตัวเย็น และให้เสโทตกดุจเมล็ดข้าวโพด

เตโชธาตุ ชื่อชีรณัคคีแตกคือความชรานำพญามัจจุราช มาเล้าโลมสัตว์ทั้งปวง จะให้ชีวิตออก จากร่างกายนั้น ก็ให้คนไข้มีกายวิปริตต่างๆ คือ ให้หน้าผากตึง ตาไม่รู้จักหน้าคน แล้วกลับรู้จักอีก กายนั้นสัมผัสสิ่งใด ก็ไม่รู้สึกตัว แล้วกลับรู้สึกอีก

เตโชธาตุชื่อ สันตัปปัคคีแตกเมื่อใด แก้ไม่ได้ ตายแล

ลักษณะวาโยธาตุแตก

 ลมอุทธังคมาวาตาแตกมักให้ดิ้นรน มือเท้าขวักไขว่ ให้พลิกตัวไปมา ทุรนทุราย ให้เรอบ่อยๆ

 ลมอโธมาวาตาแตกให้ยกมือยกเท้าไม่ได้ ให้เมื่อยขบทุกข้อทุกกระดูก ให้เจ็บปวดยิ่งนัก

 ลมกุจฉิสยาวาตาแตกมักให้ท้องขึ้นท้องลั่น ให้เจ็บในอก ให้สวิงสวาย ให้แดกขึ้นแดกลง

 ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกให้เหม็นคาวคอ ให้อาเจียน ให้จุกเสียด ให้แดกในอก

 ลมอังคมังคานุสารีวาตาแตกให้หูตึง เจรจาไม่ได้ยิน แล้วเป็นดุจหิ่งห้อยออกจากตา ให้เมื่อยต้นขาทั้งสองข้างดุจกระดูกจะแตก ให้ปวดในกระดูกสันหลัง ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว อาเจียนลมเปล่า กินอาหารไม่ได้

 ลมอัสสาสะปัสสาสะวาตาแตกจะได้ขาดสูญหามิได้ ถ้าสิ้นลมหายใจแล้วเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้น

ลักษณะธาตุอาโปแตก

 ดีแตกทำให้คนไข้คลั่งไคล้ไหลหลง ละเมอเพ้อพก นอนสะดุ้งหวาดหวั่น บางทีให้ลงดุจกินยารุ ให้ลงเขียว ลงแดง ลงเหลืองออกมา ทำให้หาสติมิได้

เสมหะแตกให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นเวลา บางทีให้ลงท้องเป็นเสมหะ เป็นโลหิตเน่า ให้ปวดมวน

หนองแตกทำให้ไหลออกมาเนืองๆ ให้กายซูบผอม กินอาหารไม่รู้รส มักเป็นฝีภายใน 7 ประการ

โลหิตพิการ หรือแตกแพทย์สมมุติว่าไข้กำเดา เพราะโลหิตกำเริบ ถ้าแตกก็เป็นพิษต่างๆ ผุดขึ้น มาภายนอก แพทย์สมมุติว่าเป็นรากสาด ข้าวไหม้ใหญ่ ข้าวไหม้น้อย เปลวไฟฟ้า ประกายเพลิง ลำลาบเพลิง ที่เรียกชื่อต่างๆ เพราะโลหิตกระจายแตกซ่านออกผิวเนื้อ ส่วนข้างในก็กระทำพิษต่างๆ บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต บางทีโลหิตแล่นเข้าจับหัวใจ ให้คลั่งเพ้อหาสติมิได้ บ้างก็ว่าสันนิบาตโลหิต เป็นเพื่อโลหิตสมุฏฐาน บางทีให้ชักเท้าหงิกมือกำ บางทีให้หนาว ให้ร้อน บางทีให้ขัดปัสสาวะ ให้น้ำปัสสาวะ เป็นสีดำ แดง ขาว เหลือง เป็นไปต่างๆ ธาตุถ้าแตกตั้งแต่ 2-5 อย่างจะแก้ไม่ได้โดยเร็วพลันใน 2-3 วัน ถ้าเป็นตั้งแต่ 1 หรือ 2 ให้แก้ดูก่อนที่โลหิตแตกซ่านออกมาถึงผิวเนื้อนั้น ท่านให้ประกอบยาที่แก้ไข้เหนือ แก้ที่โลหิตทำภายในให้โลหิตมาก ท่านให้ประกอบยาที่แก้ลักปิด แก้เถิด 

เหงื่อ ถ้าแตก ให้เหงื่อตกหนัก ให้ตัวเย็นขาวซีด ให้สวิงสวาย หากำลังมิได้

น้ำตา ถ้าแตกหรือพิการให้ตามัว ให้น้ำตาตกหนัก ตาแห้ง ตานั้นเป็นดุจเยื่อผลลำไย

มันเหลว ถ้าแตกกระจายออกทั่วสรรพางค์กาย ทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง เว้นแต่อุจจาระ ปัสสาวะไม่เหลือง บางทีให้ลงท้อง ให้อาเจียน ดุจเป็นป่วงลง เพราะโทษน้ำเหลือง

น้ำลาย ถ้าแตกหรือพิการน้ำลายเหนียว บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นในลิ้นในคอ

น้ำมูก เมื่อพิการหรือแตกให้ปวดในสมอง ให้น้ำมูกตก ให้ตามัว ให้ปวดศีรษะ

มันข้น เมื่อพิการ หรือแตกดุจโลหิตเสียก็เหมือนกัน ซึมซาบออกมาทางผิวหนังดุจผดผุดออกมาเป็นดวง บางทีแตกเป็นน้ำเหลือง ให้ปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก

ไขข้อ เมื่อพิการ หรือแตกก็ดี ไขข้อนี้มีอยู่ในกระดูก จะทำให้เมื่อยในข้อในกระดูกทุกแห่งดุจครากจากกัน ให้ขัดให้ตึงทุกข้อ

มูตร เมื่อพิการหรือแตกนั้น ให้ปัสสาวะวิปลาส คือ แดง เหลือง และเป็นนิ่วก็ดี บางทีเป็นดุจน้ำข้าวเช็ด ให้ขัดเบา ให้เจ็บหัวเหน่า ให้หัวเหน่าฟก เป็นนิ่ว เป็นมุตกิต เป็นสัณฑฆาต กาฬขึ้นในมูตร ให้มูตรพิการ แปรไปต่างๆ

ลักษณะธาตุดินพิการ

ผมพิการ เจ็บในสมอง ผมร่วง 

ขนพิการ เจ็บทุกขุมขน ทั่วสรรพางค์กาย

เล็บพิการให้ต้นเล็บช้ำ เขียวดำ บางทีให้ฟกบวม เป็นหัวเดือนหัวดาว บางทีให้ขบเล็บช้ำ เป็นหนอง เจ็บปวด ยิ่งนัก

ฟันพิการหักถอนแล้วก็ดี ย่อมเป็นประเพณีสืบกันมา ถ้าเจ็บในไรฟัน ในรากฟัน ในเหงือก ก็ให้แก้ในทางรำมะนาด

หนังพิการให้หนังสากชา ถ้ามด หรือแมลงวันไต่ หรือจับก็ไม่รู้สึกกาย ให้แสบร้อนยิ่งนัก เรียกว่า กัมมิโทษ คือโทษที่เกิดแก่กรรม

เนื้อพิการเนื้อ 500 ชิ้น ถ้าพิการ ให้เสียวไปทั้งตัว ม้กให้ฟกที่นั้นบวมที่นี่ ให้เป็นพิษ บางทีให้ร้อนดุจไฟ บางทีให้ฟกขึ้นดุจประกายดาษ ประกายเพลิง

เอ็นพิการเส้นประธาน 10 เส้น มีบริวาร 2,700 เส้น ก็หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้น ที่กล้าก็กล้า ที่แข็งก็แข็ง ที่ตั้งดานก็ตั้งดาน ที่ขอดก็ขอดเข้าเป็นก้อนเป็นเถาไป เป็นเหตุแต่จะให้โทษหนักแต่เส้นอันชื่อว่าสุมนากับเส้นอัมพฤกษ์นั้น ทำเหตุแต่จะให้ระส่ำระสาย ให้ร้อน ให้เย็น ให้เมื่อย ให้เสียวไปทุกเส้นเอ็นทั่วทั้งตัว ตั้งแต่ที่สุดบาทาตลอดขึ้นไปถึงศีรษะ ทำให้เจ็บเป็นเวลา แต่เส้นอัมพฤกษ์สิ่งเดียวนั้น ให้โทษถึง 11 ประการ ถ้าพร้อมทั้ง 2,700 เส้น แล้วก็ตาย ถ้าเป็น 2-3 เส้นยังแก้ได

กระดูกพิการกระดูกทั้งหลายประมาณไว้ 300 ท่อน ถ้าพิการโรคนี้จะแก้เป็นอันยากยิ่งนัก 

เยื่อในกระดูกพิการ ( คัมภีร์ไม่บอกอาการ บอกแต่ยาแก้ เหมือนแก้กระดูก)

ม้ามพิการแตก ให้ม้ามหย่อน

ดวงหฤทัยพิการถ้าพิการหรือแตกก็ดี กระทำให้เป็นคนเสียจริต ถ้ายังอ่อนอยู่ ให้คุ้มดีคุ้มร้าย มักขึ้งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย ให้หิวหากำลังมิได้

ตับพิการถ้าพิการแตกก็ดี เป็นเพราะโทษ 4 ประการ คือ

1)กาฬผุดขึ้นในตับจึงทำให้ตับหย่อน

2)เป็นฝีในตับย่อมให้ลงเป็นโลหิตสดๆ ออกมา

3)กาฬมูตรผุดขึ้นในตับกระทำให้ลงเป็นเสมหะโลหิตเน่า ปวดมวนอยู่เสมอ ให้ตาแดงเป็นสาย โลหิต คนทั้งปวงย่อมสมมุติเรียกว่ากระสือ ปีศาจเข้าปลอมกิน เพราะคนไข้ เพ้อหาสติมิได้ เจรจาด้วยผี หมอจะแก้ยากนัก

4)เป็นด้วยปถวีธาตุแตกเองให้ระส่ำระสาย ให้หอบไอ อยู่เป็นนิจ จะบริโภคอาหารก็ไม่ได้ หายใจก็ไม่ถึงท้องน้อย?

พังผืดพิการแตกให้อกแห้ง กระหายน้ำ คือริดสีดวงแห้งนั่นเอง 

พุงพิการแตก ให้ขัดอก ให้ลงท้อง ท้องขึ้นท้องพอง ให้แน่นในอก ในท้อง บริโภคอาหารไม่ได้

ปอดพิการแตกเมื่อปอดพิการแตกก็ดี อากาจดุจไข้พิษ คือ กาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนอก กระหายน้ำ แล้วหอบจนโครงลด ให้กินน้ำจนปอดลอยจึงหายยาก บางที่จนอาเจียนน้ำออกมาจึงจะหายอยาก

ไส้ใหญ่พิการแตกคือกินอาหารผิดสำแดง ให้ปวดท้อง ให้ขัดอก บางทีให้ลง ให้อาเจียน คือ ลมกัมมัชวาตพัดให้เสมหะเป็นดานกลับเข้าไปในท้องในทรวงอก แล้วให้ตัดอาหารย่อมว่าไส้ตีบ

ไส้น้อยพิการแตกให้วิงเวียนหน้าตา จะลุกขึ้นยืนให้หาว ให้เรอ ให้จุกเสียด เจ็บเอว 

ให้เสมหะขึ้นคอ ให้ร้อนคอร้อนท้องน้อย เป็นลม คลื่นเหียน ให้ตกโลหิต ให้ตกหนอง

อาหารใหม่พิการแตกถ้าบริโภคอาหารเข้าไปอิ่มแล้วเมื่อใด ก็ทำให้ร้อนท้องนัก บางทีให้สะอึก แล้วให้จุกเสียดตามชายโครง ให้ผะอืดผะอม คนสมมุติว่าไฟธาตุหย่อน แต่ไม่ใช่อาการอย่างนี้ เป็นเพราะบริโภค อาหารที่ไม่เคยบริโภค เช่น อาหารดิบ หรือลมกุจฉิสยาวาตพัดไม่ตลอด ให้เป็นไปต่างๆ บางทีให้ลง บางทีให้เป็นพรรดึกแดกขึ้นแดกลง กินอาหารไม่ได้

อาหารเก่าพิการแตกอาหารเก่าเมื่อพิการแตก คือ ซางขโมยกินลำไส้ เมื่อพ้นกำหนดซางแล้ว คือริดสีดวงคูถถทวาร 

สมองศีรษะพิการแตก เมื่อสมองพิการ หรือแตก ให้เจ็บในศีรษะดังจะแตก ให้ตามืด ให้หูตึง ปากและจมูกเฟดขึ้น ลิ้นกระด้าง เดิมเป็นเพราะสันนิบาตลมปะกัง ถ้ายาใดๆ ก็แก้ไม่หาย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

คัมภีร์ตักศิลา เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงลักษณะอาการ การรักษาไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ซึ่งจำแนกไว้หลายอย่าง 

โรคไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ที่กล่าวใน คัมภีร์ตักศิลา มีดังนี้

1. ไข้พิษไข้กาฬ 21 จำพวก

2. ไข้รากสาด (ไข้กาฬ)  9 จำพวก

3. ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ)  8 จำพวก

4. ไข้กาฬ 10 จำพวก

5. ฝีกาฬ  10 จำพวก

6. ไข้กระโดง 4 จำพวก

7. ฝีกาฬ 6 ชนิด

8. ไข้คดไข้แหงน   2 จำพวก

9. ไข้หวัด 2 จำพวก

10. ไข้กำเดา 2 จำพวก

11. ไข้ 3 ฤดู 3 จำพวก

ไข้พิษไข้กาฬ

         ลักษณะไข้พิษไข้กาฬ การผุด เกิดขึ้นมาบางทีไม่เจ็บไข้ สบายอยู่เป็นปกติ ไข้เกิดภายใน ให้ผุดเป้นแผ่นเป็นเม็ดสีแดง สีดำ สีเขียวก็มี เป็นทรายทั่วทั้งตัวก็มี ผุดได้ 1 วัน 2 วัน 3 วัน จึงล้มไข้ และใน 1 วัน 2 วัน 3 วันนั้น ทำพิษต่างๆ ผุดขึ้นเป้นแผ่น เป็นวง เป็นเม็ดทรายขึ้นมามีสีแดง สีดำ สีเขียว สีคราม ทำให้รอดบ้าง ตายบ้าง ให้แพทย์ให้ยากระทุ้งพิษนั้นให้สิ้น ถ้ากระทุ้งพิษขึ้นไม่หมดกลับไปลงกินตับกินปอด ให้ถ่ายออกเป็นโลหิตเสมหะ บางทีให้ลงทางปัสสาวะ ให้ปิดปัสสาวะ บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต ให้ไอ บางทีให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้ชักเหลือกตากลับ บางทีทำพิษให้จับหัวใจ ให้นอนกรนไปไม่มีสติสมปฤดี ให้จับกรนครอกๆ บางทีกระทำให้ปิตตะสมุฏฐานกำเริบ ให้เหลืองไปทั่วกาย ถ้าแพทย์รักษาดีก็จะรอด ถ้ารักษาไม่ดีก็จะตาย ให้ตรองให้จงหนัก พระผู้เป็นเจ้าจึงให้แพทย์พิจารณารักษาไข้พิษ ไข้เหนือ ให้ละเอียด ถ้าไม่รู้จักไข้เหนือ ไข้พิษ ห้ามไม่ให้ไปรักษาเขาเห็นแก่อามิสสินจ้าง โลภจะเอาทรัพย์เขา วางยาพิษเขาตายลงด้วยพิษยาของแพทย์ แพทย์นั้นจะตกในมหาอเวจีนรก ถ้าแพทย์ผู้ใดประกอบไปด้วยเมตตาจิต มีสติปัญญารักษาวางยาให้ถูกกับโรค แพทย์ผู้นั้นก็จะเจริญมีโภคทรัพย์มา มีอายุยืนนาน

การพิจารณารักษาไข้พิษไข้กาฬ  

การพิจารณารักษาไข้พิษไข้กาฬนั้นมีข้อห้ามดังนี้

1.ห้ามวางยารสร้อน

2.ห้ามวางยารสเผ็ด

3.ห้ามวางยารสเปรี้ยว

4.ห้ามประคบ

5.ห้ามรับประทานส้มมีผิวมีควัน ห้ามกะทิน้ำมัน

6.ห้ามปล่อยปลิง (ห้ามเอาโลหิตออก)

7.ห้ามถูกน้ำมัน

8.ห้ามถูกเหล้า

9.ห้ามกิน ห้ามอาบน้ำร้อน

10.ห้ามนวด

หมายเหตุ ถ้าไม่รู้กระทำผิดดังกล่าวมานี้ อาจเป็นอันตรายถึงตายได้

ยารักษาไข้พิษไข้กาฬ

ให้แพทย์ใช้ยากระทุ้งพิษให้สิ้น ถ้ากระทุ้งพิษไม่หมด ก็จะกลับลงไปกินตับกินปอด ให้ถ่ายออกมาเป็นโลหิตเสมหะ ทำพิษต่างๆ ถ้ารักษาดีก็มีโอกาสรอด ถ้ารักษาไม่ดีก็ตาย ดังนั้นแพทย์เมื่อจะกระทุ้งพิษให้ไข้พิษไข้กาฬออกมานั้น จะต้องใช้ยาชื่อ แก้ว 5 ดวง (ยา 5 ราก)

และยาอื่นๆ ตามลำดับ ดังนี้


ขนานที่ 1 ยากระทุ้งพิษ (ยาแก้ว 5 ดวง) มีดังนี้


1.รากชิงชี่ 

2.รากย่านาง

3.รากคนทา

4.รากเท้ายายม่อม

5.รากมะเดื่อชุมพร

ยาทั้งนี้ เอาสิ่งละเสมอภาคกัน ต้มให้รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมงต่อครั้ง สรรพคุณ กระทุ้งพิษ


ขนานที่ 2 ยาประสะผิวภายนอก มีดังนี้

1.ใบย่านาง

2.ใบมะขาม

3.เถาวัลย์เปรียง

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ละลายน้ำซาวข้าวพ่น ถ้าไมดีขึ้น กระทำพิษให้ตัวร้อนเป็นเปลว ถ้าตัวร้อนจัดให้แต่งยาพ่นซัำอีก


ขนานที่ 3 ยาพ่นภายนอก มีดังนี้

1.เถาขี้กาแดง เอาทั้งใบ และราก

2.เถาย่านาง เอาทั้งใบ และราก

3.รากฟักข้าว

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกแทรกดินประสิวพอควร ละลายน้ำซาวข้าว ทั้งให้กินและพ่นภายนอก เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้ใช้ยาขนานต่อไป ดังนี้


ขนานที่ 4 ยาพ่น และยากิน มีดังนี้

1.ใบทองหลางใบมน  

2.เปลือกทองหลางใบมน 

3.ข้าวสาร

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่ละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ทั้งกินทั้งพ่น เมื่อได้ใช้ยากินกระทุ้งภายใน และภายนอกแล้ว ก็ให้ต้มยากินรักษาภายในอีกด้วย ดังต่อไปนี้


ขนานที่ 5 ยาแปรไข้ มีดังนี้

1.ใบมะยม                                 

2.ใบมะนาว                                

3.หญ้าแพรก                              

4.ใบมะกรูด                              

5.ใบมะตูม                               

6.หญ้าปากควาย

7.ใบคนทีสอ

8.ใบหมากผู้

9.ขมิ้นอ้อย

10.ใบมะเฟือง

11. ใบหมากเมีย

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดละลายน้ำซาวข้าว รับประทานแปรไข้จากร้ายให้เป็นดี นอกจากยารับประทานแปรไข้ภายในแล้ว ยังมียาพ่นแปรพิษภายนอกอีก คือ


ขนานที่ 6 ยาพ่นแปรผิวภายนอก มีดังนี้

1.รังหมาร่าที่ค้างแรมปี

2.หญ้าแพรก

3.หญ้าปากควาย

4.ใบมะเฟือง

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดปั้นเป็นเม็ด ก็ พ่นเพียง 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อได้รักษาเป็นระยะมาแล้ว อาการไม่ดีขึ้นตามลำดับ  ก็ควรให้กินยารักษาไข้เฉพาะ เรียกว่า ยาครอบไข้ตักศิลา มีดังนี้

1.จันทน์แดง

2.ง้วนหมู

ใ3.บผักหวานบ้าน

4.กระลำพัก

5.หัวคล้า

6.รากฟักข้าว

7.กฤษณา

8.ใบสวาด

9.รากจิงจ้อ

10.ใบมะนาว

11.จันทน์ขาว

12.รากสะแก

13.เถาย่านาง

14.ขอนดอก

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกพิมเสนพอควร ใช้น้ำซาวข้าวเป็นกระสาย รับประทานเป็นยารักษาภายใน รับประทานเป็นประจำจนกว่าจะหาย


ไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ที่กล่าวมาใน คัมภีร์ตักศิลา มีดังนี้


ไข้พิษไข้กาฬ 21 จำพวก

1.ไข้อีดำ

2.ไข้อีแดง

3.ไข้ปานดำ

4.ไข้ปานแดง

5.ไข้ดานหิน

6.ไข้มหาเมฆ

7.ไข้มหานิล

8.ไข้ระบุชาด

9.ไข้สายฟ้าฟาด

10.ไข้ไฟเดือน 5

11.ไข้เปลวไฟฟ้า

12.ไข้ข้าวไหม้น้อย

13.ไข้ข้าวใหม่ใหญ่

14.ไข้กระดานหิน

15.ไข้สังวาลย์พระอินทร์

16.ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม

17.ไข้ดาวเรือง

18.ไข้หงษ์ระทด

19.ไข้จันทร์สูตร

20.ไข้สุริยะสูตร

21.ไข้เมฆสูตร

ไข้รากสาด (ไข้กาฬ) 9 จำพวก

1.ไข้รากสาดปานขาว

2.ไข้รากสาดปานแดง

3.ไข้รากสาดปานเหลือง

4.ไข้รากสาดปานดำ

5.ไข้รากสาดปานเขียว

6.ไข้รากสาดปานม่วง

7.ไข้รากสาดนางแย้ม

8.ไข้รากสาดพนันเมือง

9.ไข้รากสาดสามสหาย

ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ) 8 จำพวก

1.ไข้ประดงมด

2.ไข้ประดงช้าง

3.ไข้ประดงควาย

4.ไข้ประดงวัว

5.ไข้ประดงลิง

6.ไข้ประดงแมว

7.ไข้ประดงแรด

8.ไข้ประดงไฟ

ไข้กาฬ 10 จำพวก

1.ไข้ประกายดาษ

2.ไข้ประกายเพลิง

3.ไข้ออกหัด

4.ไข้ออกเหือด

5.ไข้งูสวัด (หรือตวัด)

6.ไข้เริมน้ำค้าง

7.ไข้เริมน้ำข้าว

8.ไข้ลำลาบเพลิง

9.ไข้ไลามทุ่ง

10.ไข้กำแพงทะลาย

ฝีกาฬบังเกิดในไข้พิษ   10  จำพวก

1.กาฬฟองสมุทร

2..กาฬเลี่ยมสมุทร

3..กาฬทามสมุทร

4.กาฬทามควาย

5.กาฬไข้ละลอกแก้ว

6.กาฬทูม

7.กาฬทาม

8.ไข้มะเร็งตะมอย

9.ไข้มะเร็งปากทูม

10.ไข้มะเร็งเปลวไฟ

ฝีกาฬ 6 ชนิด

1.กาฬมะเร็งนาคราช

2.กาฬฟองสมุทร

3.กาฬตะบองพะลำ

4.กาฬแม่ตะงาว

5.กาฬตะบองชะนวน

6.กาฬตะบองกาฬ

ไข้กระโดง (ไข้กาฬ) 4 จำพวก

1.ไข้กระโดงไฟ

2.ไข้กระโดงน้ำ

3.ไข้กระโดงแกลบ

4.ไข้กระโดงหิน

ไข้คดไข้แหงน 2 จำพวก

1.ไข้คด

2.ไข้แหงน

ไข้หวัด 2 จำพวก

1.ไข้หวัดน้อย

2.ไข้หวัดใหญ่

ไข้กำเดา 2 จำพวก

1.ไข้กำเดาน้อย

2.ไข้กำเดาใหญ่

ไข้  3 ฤดู 3 จำพวก

1.ไข้ในคิมหันตฤดู

2.ไข้ในวสันตฤดู

3.ไข้ในเหมันตฤดู

จำแนกอาการใน คัมภีร์ตักศิลา

ไข้พิษไข้กาฬ  21  จำพวก

1.ไข้อีดำ

ลักษณะการผุด ผุดเป็นแผ่นขนาด 1 – 2 นิ้ว บางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียน ใบพุทรา ขึันทั่วทั้งตัว ผุดขึ้นเป็นสีดำ เรียกว่า “ไข้อีดำ”

อาการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลวเพลิง ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะร้อนเป็นตอนเย็นเป็นตอนไม่เสมอกัน บางทีจับตั้งแต่รุ่งจนเที่ยง บางทีจับตั้งแต่เที่ยงจนค่ำ หรือบางทีจับตั้งแต่ค่ำจนรุ่ง

2.ไข้อีแดง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนกับไข้อีดำ แต่ว่าเป็นเม็ดสีแดง เรียกว่า “ไข้อีแดง“

อาการ จับเหมือนไข้อีดำ แต่ว่าไข้อีแดงจะเบากว่าไข้อีดำ

3.ไข้ปานดำ

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้ามอญ เท่าใบพุทรา ขนาด 1 – 2 นิ้ว ผุดขึ้นมาเป็นสีดำ ขึ้นมาครึ่งตัว ถ้าผุดขึ้นมาทั้งตัวสีดำดังผลหว้าสุก สีดังคราม สีดำดังหมึก ถ้าผุดทั้งตัวดังกล่าวมานี้ อาจตายได้

อาการ จับเท้าเย็นมือเย็น บางทีมือร้อน เท้าร้อน ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะ ตาแดง ร้อนในอก เซื่อมซึม พิษทำภายใน ถ้าใช้ยากระทุ้งพิษไข้ไม่ออก ให้ร้อน ให้กระหายน้ำ บางทีให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง

4.ไข้ปานแดง

ลักษณะการผุด และอาการ เหมือนกับไข้ปานดำ แต่สีแดงเบากว่าสีดำ ส่วนอาการอื่นๆ เหมือนกับไข้ปานดำ  

5.ไข้ดานหิน

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาที่ต้นขาทั้งสองข้าง เป็นวงเขียวก็มี เป็นสีผลหว้าสีคราม สีผลตำลึงสุก หรือสีหมึก

อาการ จับให้ตัวเย็นดังหิน ให้ร้อนในกระหายน้ำ ทำพิษให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้ปากแห้งคอแห้ง เชื่อมซึม ทำพิษให้สลบ ถ้าจะรักษา ก็ให้เร่งรักษาแต่ยังเป็นใหม่ๆ ถ้าเปื่อยออกมาแล้วรักษาไม่หาย

6.ไข้มหาเมฆ

ลักษณะการผุด ถ้าผุดขึ้นในเนื้อยังขึ้นไม่หมด มีสัณฐานเท่าผลจิงจ้อสุก เป็นเงาอยู่ในเนื้อยังขึ้นไม่หมด ผุดทั้งตัวก็มีสีดำเมฆสีดำนิล

อาการ กระทำพิษจับเชื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้หอบให้สะอึก ให้ปากแห้งฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่รู้สึกตัว ให้เชื่อมมัวไปไม่เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ 

7.ไข้มหานิล

ลักษณะ และอาการ เหมือนไข้มหาเมฆ

8.ไข้ระบุชาด

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ด เท่าเมล็ดผักปลังก็มี เท่าเมล็ดเทียนก็มี เท่าเมล็ดงาก็มี เป็นเหล่ากันอยู่ ขนาด 1 – 2 นิ้ว สีดังชาด ขึ้นทั้งตัว

อาการ ทำพิษให้เจ็บเชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบสะอึก กระทำพิษต่างๆ 

9.ไข้สายฟ้าฟาด

ลักษณะการผุด ผุดเป็นริ้วลงมา ผุดทั้งหน้าทั้งหลัง ขนาด 1 – 2 นิ้ว สีแดงดังผลตำลึงสุกก็มี สีเขียวดังสีครามก็มี ดังสีผลหว้าสุกก็มี ดังสีดินหม้อก็มี

อาการ จับทำพิษร้อนในกระหายน้ำ ให้ปากขม ปากแห้ง ฟันแห้ง ให้ร้อนเป็นเปลวไปทั้งตัว ให้เชื่อมมัวเป็นกำลัง ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ 

10.ไข้ไฟเดือน 5

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นที่อกดำก็มี แดงก็มี สีดังเปลวไฟ

อาการ ให้ร้อนในให้กระหายน้ำ ให้เชื่อมมัว ไม่มีสติสมปฤดี ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้สลบ

11.ไข้เปลวไฟฟ้า

ลักษณะไข้ กระทำพิษให้ร้อนเป็นที่สุด ให้ร้อนเป็นเปลว จับเอาหัวอกดำ จมูกดำ หน้าดำ สีเป็นควัน

อาการ ให้ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ฟันแห้ง ให้ปาก ลิ้น แตกระแหง ลิ้นดำเพดานลอก ให้สลบไม่มีสติสมปฤดี 

12.ไข้ข้าวไหม้น้อย

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัด เป็นแผ่นทั่วตัว มียอดแหลมขาวๆ

อาการ ให้จับตัวร้อนเป็นเปลวไฟ ให้มือเท้าเย็น ให้เจ็บไปทั่วสารพางค์กาย ให้เจ็บเนื้อในกระดูก ให้หอบ ให้สะอึก ให้เชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง

13.ไข้ข้าวไหม้ใหญ่

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัด เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว มียอดแหลมขาวๆ 

อาการ ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต เท้าเย็นมือเย็น เจ็บเนื้อในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง (มีพิษแรงกว่าไข้ข้าวไหม้น้อย)

14.ไข้กระดานหิน

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัวเหมือนลมพิษ แดงดังผลตำลึงสุก เป็นเม็ดๆ เหมือนผด แล้วกลับดำลงติดเนื้อ ให้คัน

อาการ จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะเป็นมาก ให้ตาแดงดังโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็น ทำพิษให้เจ็บในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบ ให้สะอึก

ถ้าแพทย์รักษาดี พิษนั้นคลายลง แต่ถ้าผุดนั้นไม่หาย ต่อมา 3 เดือนจึงตาย  

15.ไข้สังวาลย์พระอินทร์

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นเป็นเม็ดแดงๆ เป็นแถวๆ ถ้าหญิงขึ้นซ้าย ถ้าชายขึ้นขวา สะพายแล่งคล้ายสังวาลย์ 

อาการ เป็นพิษให้หอบ และสะอึก ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว  

16.ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาทั้งตัว ให้ปวดในเนื้อในกระดูก ผุดขึ้นมาดังลมพิษ แดงดังตำลึงสุก เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว ใหญ่เท่า 2 – 3 นิ้วก็มี เป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนมดกัดก็มี แล้วกลับดำ ถ้ารักษาคลายพิษแล้วผุดขึ้นเป็นริ้วแล้วกลับดำเป็นหนังแรด อยู่ 6 เดือน ตาย ถ้าลงไปกินตับกินปอดขาดออกมา ตาย 

อาการ ให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต ให้ร้อนเป็นกำลัง ให้มือเย็นเท้าเย็น ให้ทำพิษในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก 

17.ไข้ดาวเรือง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนลายโคมครึ่งลูก

อาการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะมาก ดังว่าตาจะแตกออกมา ให้อาเจียนเป็นกำลัง ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง บางที่ทำพิษถึงสลบ  

18.ไข้หงษ์ระทด

ลักษณะการผุด ไม่มีการผุด แต่ให้ตัวเกรียมไปทั่วทั้งตัว 

อาการ จับให้ตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น เชื่อมซึม ให้หอบ ให้สะอึก จับตัวแข็งไปเหมือนท่อนไม้ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ไม่มีสติสมปฤดี 

19.ไข้จันทรสูตร

ลักษณะการผุด ไม่มีการผุด ต่อพระจันทร์ขึ้นทำพิษให้สลบ ถ้าพระจันทร์ไม่ขึ้นพิษก็คลายลง  

อาการ ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น ให้เชื่อมมัวไม่เป็นสติสมปฤดี ให้หอบให้สะอึก จับตัวแข็งไปเหมือนท่อนไม้ ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง จับไม่เป็นเวลา 

20.ไข้สุริยสูตร 

ลักษณะการผุด ลักษณะอาการเหมือนไข้จันทรสูตร ผิดกันแต่พอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจะทำพิษมากขึ้น จนพระอาทิตย์ตกพิษก็คลายลง 

21.ไข้เมฆสูตร

ลักณะการผุด ลักษณะอาการเหมือนไข้สุริยสูตร แต่ผิดกันบ้าง เวลาเกิดพายุฟ้าฝนเมฆตั้งขึ้นทั่วทิศ กระทำพิษให้สลบ       

ไข้รากสาด (ไข้กาฬ) 

แบ่งออกได้  9 จำพวก คือ

         อาการของไข้รากสาด ให้เท้าเย็นมือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะมาก ตาแดงเป็นโลหิต จับเพ้อ ร่ำรี้ร่ำไรดังปีศาจเข้าสิงอยู่ ให้ชักมือกำเท้ากำ ตาเหลือกตาซ้อน ร้อนเป็นตอนเย็นเป็นตอน บางทีจับเหมือนหลับ จับตัวเย็น ให้เหงื่อตกมาก แต่ร้อนภายในเป็นกำลัง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้จับเชื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี  บางทีกระทำพิษภายใน ให้ลงเป็นโลหิต ไอเป็นโลหิต อาเจียนเป็นโลหิต เป็นเสมหะโลหิตเหน้า ขึ้นเหมือนลายต้นกระดาษก็มี ลายเหมือนงูลายสาบก็มี ลายเหมือนสายเลือดก็มี ลายเหมือนดีบุกก็มี อาการของไข้รากสาดทั้ง 9 จำพวกนี้เหมือนกัน จะต่างกันก็แต่การผุดเท่านั้น

1.ไข้รากสาดปานขาว

ผุดขึ้นมาเท่าผลพุทรา ขาวเหมือนสีน้ำข้าวเช็ด ผุดขึ้นมาทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดปานขาว 

2.ไข้รากสาดปานแดง

ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ดถั่วเล็กๆ แดงๆ เป็นหมู่ขนาด 1 – 2 นิ้วทั้งตัว  เรียกว่า รากสาดปานแดง 

3.ไข้รากสาดปานเหลือง

ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ มีขนาด 1 – 2 – 3 นิ้ว แต่ผิวนั้นเหลือง ลิ้นเหลือง เรียกว่า ไข้รากสาดปานเหลือง 

4.ไข้รากสาดปานดำ

ผุดขึ้นมาเท่างบน้ำอ้อย ดังนิล ลิ้นดำผุดทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดปานดำ 

5.ไข้รากสาดปานเขียว

ผุดขึ้นมาเป็นหมู่ ขนาด 1 – 2 -3 นิ้ว เขียวดังสีคราม ลิ้นก็เขียว ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดปานเขียว  

6.ไข้รากสาดปานม่วง

ผุดขึ้นมาสีดุจดังผลผักปลังสุก เรียกว่า ไข้รากสาดปานม่วง (ตาย) 

7.ไข้รากสาดนางแย้ม

ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ ขนาด 1 – 2 – 3 นิ้ว มีลักษณะเหมือนดอกนางแย้ม ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดนางแย้ม 

8.ไข้รากสาดพนันเมือง 

ผุดขึ้นมาเป็นหมู่เป็นริ้วมาเหมือนตัวปลิง โตขนาด 1 – 2 – 3 นิ้ว ดำเหมือนดินหม้อไปทั่วทั้งตัว ชื่อว่า ไช้รากสาดพนันเมือง 

9.ไข้รากสาดสามสหาย

ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดๆหมือนเท้าสุนัข มีสีแดงทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดสามสหาย

         *** ถ้าผู้ใดจะเป็นแพทย์ไปภายหน้า  ให้เร่งตรึกตรองพิจารณาแก้ไขให้ละเอียดจึงควร ถ้าแพทย์คนใดได้เรียนต่อจากครูจะแก้ได้สักส่วนหนึ่ง จะตายสักสามส่วน ถ้าแพทย์คนใดมิได้เรียนต่อจากครูรู้แต่ตำรา เป็นโมหาคติ แก้ไม่ได้ร้อยคนจะรอดสักคนหนึ่ง


ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ)

มี 8 จำพวก คือ 

         ไข้ประดงทั้ง 8 ประการนี้ มีการจับคล้ายคลึงกันคือ จับให้เท้าเย็น มือเย็น ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ร้อนใน กระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง ให้ปากขม ปากเปรี้ยว ปากหวาน ให้ปากคอ ลิ้น แห้งมาก ให้เพ้อ กลุ้มอกกลุ้มใจ ทั้งนี้เป็นลักษณะที่ไข้กาฬจะแทรกในไข้พิษ 8 ประการ มีลักษณะต่างกันดังนี้


1.ไข้ประดงมด

ผุดขึ้นขึ้นมาเหมือนยุงกัดทั่วทั้งตัว ให้คัน ทำพิษให้แสบร้อน

2.ไข้ประดงช้าง

ผุดขึ้นเหมือนผิวมะกรูด ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน ให้คัน 

3.ไข้ประดงควาย

ผุดขึ้นมาเหมือนเงาหนอง ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน 

4.ไข้ประดงวัว

ผุดขึ้นมาเหมือนผลมะยมสุก  ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน 

5.ไข้ประดงลิง

ผุดขึ้นมาเหมือนเมล็ดข้าวสารคั่ว ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน 

6.ไข้ประดงแมว

ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังตาปลา ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน 

7.ไข้ประดงแรด

ผุดขึ้นมามีสัณฐานแดงหนาดังหนังแรด แล้วให้คล้ำดำเข้าเป็นเกล็ดเหมือนหนังแรด ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน 

8.ไข้ประดงไฟ

ผุดขึ้นมาเหมือนไข้ระบุชาด มีเม็ดแดง ยอดดำ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่องซึม กระหายน้ำมาก

         ไข้ประดงทั้ง 8 ประการนี้ ให้เร่งวางยาดับพิษกาฬ และยากะทุ้งพิษกาฬ อย่าให้พิษกลับเข้าในข้อกระดูกได้ ถ้าวางยากระทุ้งไม่ออกสิ้นเชิง กลับทำพิษคุดในข้อในกระดูก ย่อมให้กลับกลายไปเป็นโรคเรื้อน เป็นพยาธิเป็นลมจะโป่ง ลมประโคมหินบวมไปทุกข้อทุกลำ มีพิษ ให้ไหวตัวไม่ได้ ร้องไปทั้งกลางวัน และกลางคืน ราวกะคอจะแตกออกไป (ประดง 7 จำพวก ยกเว้นประดงแรดอย่างเดียว)  ประดงแรดนั้นแก้พิษตกคลายได้ในปีหนึ่ง แต่เม็ดยอดยังไม่หาย กลายไปทำพิษให้คันผิวหนาดังหนังแรด คลายลงอยู่ปีหนึ่ง แล้วให้ตกโลหิตกินตับกินปอดขาดออกมาตาย

ไข้กาฬ 10 จำพวก (เกิดแก่คนทั้งหลาย)คือ

1.ไข้ประกายดาษ

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนฝีดาษทั่วทั้งตัว ทำพิษให้สลบ 

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว จับเท้าเย็นมือเย็น ปวดศีรษะ ตาแดงดังโลหิตเชื่อมซึม ปวดในเนื้อในกระดูก ลิ้นกระด้าง  คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก

2.ไข้ประกายเพลิง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนประกายดาษ แต่เม็ดผิดกัน  เม็ดใหญ่กว่าเม็ดทรายขึ้นทั่วทั้งตัว

อาการ เหมือนประกายดาษ ร้อนเป็นไฟ ศีรษะนั้นร้อนเป็นไฟ เหมือนไฟลวก ทำพิษมาก 

3.ไข้ออกหัด

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดทรายทั่วทั้งตัว มียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าไปในท้องให้ลง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม ให้ปวดศีรษะอยู่วันหนึ่ง หรือสองวันจึงมีเม็ดผุดขึ้นมา 

4.ไข้ออกเหือด

ลักษณะการผุด เหมือนกับไข้ออกหัด แต่ไข้ออกเหือดยอดไม่แหลม ลักษณะหัดกับเหือดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน 

5.ไข้งูสวัด (ตวัด) 

ลักษณะการผุด เป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นแถว มีสัณฐานเหมือนงูเป็นเม็ดพองๆ เป็นหนองก็มี ถ้าผู้หญิงเป็นซ้าย ถ้าผู้ชายเป็นขวา แต่ถ้าข้ามสันหลังไปรักษาไม่ได้ (ตาย)

อาการ จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว บางทีให้ปวดศีรษะ บางทีให้จับ (ไข้) 

6.ไข้เริมน้ำค้าง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น ขนาด 1 – 2 – 3 – 4 นิ้ว เป็นเหล่าๆ กัน มีน้ำใสๆ เรียกว่า เริมน้ำค้าง 

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว ปวดศรีษะ 

6.ไข้เริมน้ำข้าว

ลักษณะการผุด และอาการ เหมือนกับเริมน้ำค้าง แต่ผิดกันที่ เริมน้ำข้าวเม็ดจะมีสีขุ่น  

7.ไข้ลำลาบเพลิง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ เชื่อมมัว ทำพิษต่างๆ ถ้าวางยาไม่ดี น้ำเหลืองแตกตาย 

8.ไข้ไฟลามทุ่ง

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่นเหมือนลำลาบเพลิง แต่ว่ามีอาการรวดเร็วกว่าลำลาบเพลิงมาก 

9.ไข้กำแพงทลาย

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาหัวเดียว ทำพิษมาก 

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม ร้อนในกระหายน้ำ ให้ฟกบวมขึ้น ถ้าน้ำเหลืองแตกพังออกมา วางยาไม่หยุด ตาย

ฝีกาฬเกิดแทรกในไข้พิษ 10 ประการ

1.กาฬฟองสมุทร

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าเมล็ดงา เมล็ดถั่ว เมล็ดผักปลังสุก เมล็ดถั่วดำ นูนสูงขึ้นมาเป็นหลังเบี้ยก็มี  เกิดขึ้นในปาก ในลิ้น ในเพดาน 

อาการ ถ้าขึ้นในปาก ทำพิษให้กินข้าว กินน้ำไม่ได้ ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ตัวร้อนเป็นเปลว

2.กาฬเลี่ยมสมุทร

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นที่ริมฝีปากทั้งสองข้าง บางทีเป็นเม็ดเท่าเมล็ดถั่วดำก็มี 

อาการ ถ้าเม็ดแตกร้าวเป็นโลหิตไหล ทำพิษให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม

3.กาฬทามสมุทร

ลักษณะการผุด เกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน ต้นลิ้น

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม 

4.กาฬทามควาย

ลักษณะการผุด บังเกิดแต่ต้นกรามทั้งสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม

5.กาฬไข้ละลอกแก้ว

ลักษณะการผุด เกิดในท่ามกลางไข้พิษ มีลักษณะสัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มี เท่าเมล็ดถั่วดำก็มี เท่าเมล็ดถั่วเขียวก็มี เท่าเมล็ดจิงจ้อก็มี เป็นเงาหนองก็มี 

6.ไข้กาฬทูม

ลักษณะการผุด ให้บวมตามขากรรไกรทั้งสองข้าง บางทีก็บวมแต่ข้างเดียว

อาการ ทำพิษให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ 

7.ไข้กาฬทาม

ลักษณะ และอาการ เหมือนกับไข้กาฬทูม แต่ผิดกันที่บวมตั้งแต่ขากรรไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง

8.ไข้มะเร็งตะมอย

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าหัวแม่มือ ผลจิงจ้อ ถ้าฐานขาวหัวดำ ทำพิษหนัก บางทีผุดขึ้นมาที่ตัว ที่แขน ที่ขา ให้ยาก็ไม่หาย แตกออกได้แล้ว ถ้าไม่หายกลายเป็นมะเร็ง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว

9.ไข้มะเร็งปากทูม

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาจากหลังทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเขียวเหมือนน้ำคราม 

อาการ ทำพิษต่างๆ ถ้าแพทย์ให้ยาไม่หาย กลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูม ถ้าแก้ดีไม่ตายกลายเป็นมะเร็งปากหมู

10.ไข้มะเร็งเปลวไฟ

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้า ยอดเขียว

อาการ ทำพิษเหมือนถูกไฟไหม้ให้สลบ ให้แพทย์แก้ให้ดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ ตาย

ไข้กระโดง (ไข้กาฬ)มี 4 จำพวก

1.ไข้กระโดงไฟ

มีลักษณะเป็นพิษเหมือนเปลวไฟ เผาทั่วกาย ร้อนในกระหายน้ำ ปาก ฟัน ลิ้น คอ แห้ง

2.ไข้กระโดงน้ำ

อาการจับให้นอนเชื่อมมัวไป ไม่มีสติสมปฤดี ถึงจะเอารังมดแดงเข้ามาเคาะกัดให้ทั่วตัวก็มิรู้สึกตัวเลย

3.ไข้กระโดงแกลบ

มีสัณฐานผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดทรายทั่วตัว ให้คันเป็นกำลัง แม้จะเกาให้ทั่วตัว ก็ไม่หายคัน ถึงจะเอาไม้ขูดให้โลหิตออกไปทั้งตัวก็ไม่หายคัน

4.ไข้กระโดงหิน

ทำพิษต่างๆ ไม่รู้ที่จะบอกแก่ใครได้ที่เดียว ถ้าจะให้นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะแทบจะขาดใจตาย

ฝีกาฬ 6 ชนิด

1.กาฬมะเร็งนาคราช

เกิดขึ้นที่หัวแม่มือทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียว เท่าเมล็ดถั่วดำก็มี เท่าผลผักปลังก็มี เลื่อมเป็นหลังเบี้ย เท่าผลมะยม เท่าผลเอ็น เท่าเม็ดหินก็มี มีอาการให้จับ สะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีรษะ ทำพิษ ที่ผุดขึ้นมาเหมือนถูกไฟ ให้มือดำเหมือนดินหม้อ ทำพิษให้กลุ้ม หัวใจแน่นิ่งไป ให้เร่งรักษาให้ดี ถ้ารักษาไม่คลายให้มือดำ แขนดำ (ตาย)

2.กาฬฟองสมุทร (ไข้ฟองสมุทร)

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาตามช่องอก ตามราวนมเท่าวงสะบ้ามอญ เขียวก็มี ดำก็มี ขนาด 2 นิ้ว 3 นิ้ว ยาวรีไป 

3.ตะบองพะลำ

ขึ้นที่ขาหนีบทั้งสองข้างในที่ลับ มีสัณฐานโตเท่า 1 นิ้ว แดงก็มี ดำก็มี เขียวก็มี ทำพิษ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จับนิ่งแน่ไป

4.กาฬแม่ตะงาว (ไข้แม่ตะงาว)

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมายาวรี ขนาด 1 – 2 นิ้ว ขึ้นขาหนีบต้นขาในที่ลับทั้งสองข้าง ขึ้นตามรักแร้ ขึ้นตามหลังตามอก ถ้าจะขึ้นมา ทำพิษให้สลบ ถ้ารู้ไม่ถึงโรคสำคัญว่าลมจับ ถ้าสงสัย ให้เอาเทียนส่องดู  

5.กาฬตะบองชนวน (ไข้ตะบองชนวน)

ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมามีสัณฐานเรียวเล็กเท่าหวายตะคล้า ขนาด 1-2 นิ้ว ยาวรีผุดขึ้นมาบั้นเอว ก้นขบ ขาทั้งสอง ในที่ลับ ท้องน้อย ราวข้าง ใต้รักแร้ ทำพิษต่างๆ ดำก็มี แดงก็มี เขียวก็มี ทำพิษให้สลบ ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง

6.กาฬตะบองกาฬ (ไข้ตะบองกาฬ)

พูดอยู่ดีๆ เดินเหินได้ ผุดขึ้นมาตามราวข้าง โตขนาดผลมะตูม ขึ้นตามบั้นเอว ตามข้อต่อ ตามหัวไหล่ทั้งสองข้าง ตามข้อศอกทั้งสองข้าง ตามข้อมือทั้งสองข้าง ตามเท้า และขา ตามโคนขาทั้งสองข้าง ตามเข่าทั้งสองข้าง บวมลื่นขึ้นมาทำพิษมาก จะไหวตัวก็ไม่ได้

อาการ จับให้เชื่อมมัว ปากแห้ง ฟันแห้ง ลิ้นแห้ง คอแห้ง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง ไม่มีสติสมปฤดี ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้คลั่งเพ้อละเมอไป แต่จะเคลื่อนไหวตัวก็ไม่ได้

ไข้คด ไข้แหงน 2 จำพวก

1.ไข้คด

อาการจับไข้ ชักงอเข้าจนเส้นหลังขาดตาย 

2.ไข้แหงน

อาการจับไข้ชักแอ่นอกจนเส้นท้องขาดตาย

ไข้ทั้ง 2 ประการนี้ มีอายุได้เพียงวันเดียว


หมายเหตุ จุดสำคัญของไข้ทั้ง 2 ประการนี้ ให้เอามือกดที่เนื้อ แขน ขา ถ้าพองขึ้น ไม่ตาย หรือให้เอามือล้วงคอ หรือทวารหนัก ถ้ายังอุ่นอยู่ อาการพอทุเลารักษาได้ 


ไข้หวัด 2 จำพวก

1.ไข้หวัดน้อย

เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ระวิงระไว ไอ จามน้ำมูกตก ลักษณอาการนี้เป็นเพราะไข้หวัดน้อย การรักษาไข้หวัดน้อย ให้ใช้ยาลดไข้

(อันว่าคนไข้ทั้งหลายนั้น ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หาย ใน 3 วัน 5 วัน) 

2.ไข้หวัดใหญ่

อาการ จับให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ ให้ไอ จาม น้ำมูกตกมาก ให้ตัวร้อนให้อาเจียน ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอมาก และทำพิษให้คอแห้ง ปากแห้ง ฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูกแห้ง บางทีกระทำให้น้ำมูกไหลหยดย้อย 

     เพราะเหตุว่ามันสมองนั้นเหลวออกไปหยดออกจากจมูกทั้ง 2 ข้าง ไปปะทะกับสอเสมหะ ( เสมหะในลำคอ) จึงทำให้ไอ ถ้ารักษาไม่คลาย กลายไปเป็นริสดวง มองคร่อ (หวัดลงปอด)  หืด ไอ และฝี 7 ประการ จะบังเกิด การรักษาไข้หวัด 2 ประการนี้ ให้ยาลดไข้ รักษาตามอาการ ให้คนไข้นอนพักผ่อนให้มากๆ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น ใส่เสื้อหนาๆ ใช้ผ้าคลุมอก อย่าให้อาบน้ำ หรือถูกน้ำเย้นในขณะที่มี อาหารควรให้อาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

     หมายเหตุ อันว่าคนไข้ทั้งหลาย ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หายใน 3 วัน 5 วัน (ถ้าเป็นหวัดธรรมดา)

ในพระคัมภีร์ตักศิลากล่าวไว้ว่า ไข้หวัด 2 ประการนี้ เป็นเพราะเหตุ ฤด 3 ประการ คือ คิมหันตฤดู (ร้อน) วสันตฤดู (ฝน) เหมันตฤดู (หนาว)  โรคเกิดแก่คนทั้งหลาย คือ ต้องร้อนอย่างหนึ่ง ต้องน้ำค้างอย่างหนึ่ง ต้องละอองฝนอย่างหนึ่ง จึงทำให้เป็นไข้หวัด และผู้ที่จะเป็นแพทย์ต่อไปข้างหน้า จงรักษาให้ดี อย่าพึงประมาทว่าเป็นเพียงไข้หวัด ถ้ารักษาไม่ดี แก้ไม่คลาย อาจแปรไข้ถึงมรณะ (ตาย)

ไข้กำเดา 2 จำพวก

1.ไข้กำเดาน้อย

มีอาการ ให้ปวดศีรษะ ให้ตาแดง ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ไอ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปากขม ปากเปรี้ยว กินข้าวไม่ได้ ให้อาเจียน  ให้นอนไม่หลับ

2.ไข้กำเดาใหญ่

มีอาการ ให้ปวดศีรษะมาก ให้ตาแดง ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ไอ ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปากแห้ง คอแห้ง เพดานแห้ง ฟันแห้ง ให้เชื่อมมัว ให้เมื่อยไปทั้งตัว จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ไม่เป็นเวลา บางทีผุดขึ้นเป็นเม็ดเท่ายุงกัดทั้งตัว แต่เม็ดนั้นยอดไม่มี บางทีให้ไอเป็นโลหิตออกมาทางจมูกทางปาก บางทีให้ชักมือกำเท้ากำ ถ้าแพทย์แก้มิฟังใน 3 วัน 5 วัน สำคัญว่าเป็นไข้เพื่อ (เพราะ) เส้นเพื่อ (เพราะ) ลมอัมพฤกษ์ และไข้สันนิบาต ไม่รู้วิธีแก้ไข้กำเดาก็จะเกิดกาฬ 5 จำพวกแทรกขึ้นมา คือ กาฬพิพิธ กาฬพิพัธ กาฬคูถ กาฬมูตร กาฬสิงคลี จะทำให้ตายได้ พระอาจารย์จึงจะบอกให้ผู้ที่จะเรียนเป็นแพทย์ต่อไปข้างหน้า ให้พึงรู้ ซึ่งลักษณะอาการไข้กำเดาไม่ใช่ไข้เล็กน้อยจะว่าง่ายๆ เพราะไข้กำเดาเป็นไข้สำคัญ เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นดวงหนึ่งโลกนั้นพอเป็นสุข ครั้นขึ้นมาเป็น 2 ดวงโลกนั้นกระวนกระวายนัก ครั้นขึ้น 3 ดวงสัตว์ทั้งหลายก็ตายหมด ถ้าไม่ตายภายใน 7 วัน 9 วัน 11 วัน ก็กลายเป็นสันนิบาต สำประชวร

ไข้ 3 ฤดู

1.ไข้ในคิมหันตฤดู

คือ เดือน 5 – 6 – 7 – 8  เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) โลหิต เป็นใหญ่กว่าลม เสมหะทั้งปวง

2.ไข้ในวสันตฤดู

คือ เดือน 9 – 10 – 11 – 12 เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) ลมเป็นใหญ่กว่าเลือด เสมหะทั้งปวง 

3.ไข้ในเหมันตฤดู

คือ เดือน 1 – 2 – 3 – 4 เป็นไข้เพื่อ (เพราะ) กำเดา และดีเป็นใหญ่กว่าลมเสมหะทั้งปวง

ลักษณะอาการ ของไข้ 3 ฤดู ให้นอนละเมอเพ้อฝันไป เป็นหวัดมองคร่อ หิวหาแรงไม่ได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็นมือเย็น น้ำลายมาก กระหายน้ำบ่อยๆ ให้อยากกินเนื้อพล่าปลายำให้อยากกินหวาน อยากกินคาว ให้บิดขี้เกียจคร้าน เป็นฝีพุพอง เจ็บข้อมือข้อเท้า สะท้านหนาวดังนี้ แพทย์ต้องวางยาร้อน จึงชอบกับโรค


***คัมภีร์ตักศิลา อ้างอิง ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม กองการประกอบโรคศิลปะ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คัมภีร์สิทธิสารสงเคราะห์ ว่าด้วยลักษณะลำบองราหู อันบังเกิดใน 12 เดือน


1.ลำบองราหู เกิดในเดือน 5 เมื่อแรกจับให้ร้อน ให้ท้องขึ้นท้องพอง ลำบองนั้นเกิดแต่เตโชธาตุให้โทษจับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

2.ลำบองราหู เกิดในเดือน 6 เมื่อแรกจับทำให้มือเท้าเย็น ท้องขึ้น จักษุเหลือง จับให้สันหลังแข็ง จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

3.ลำบองราหู เกิดในเดือน 7 แรกจับทำให้บิดตัว กำมือ ตาเหลือกขึ้นเบื้องบน จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

4.ลำบองราหู เกิดในเดือน 8 เมื่อแรกจับทำให้ปากเปื่อย ยิงฟัน จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

5.ลำบองราหู เกิดในเดือน 9 เมื่อแรกจับทำให้สะท้านหนาว หดมือหดเท้า จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

6.ลำบองราหู เกิดในเดือน 10 เมื่อแรกจับทำให้ตัวร้อนเป็นเปลว มักให้สะดุ้ง ร้องปลอบไม่หยุด จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

7.ลำบองราหู เกิดในเดือน 11 เมื่อแรกจับ จับราวนม และรักแร้ ทำให้อ้ารักแร้แล้วเอามือลูบอก ร้องดิ้นไปดังจะขาดใจ 3 วันตาย แต่จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

8.ลำบองราหู เกิดในเดือน 12 เมื่อแรกจับ ทำให้ชัก ตัวเป็นเหน็บ หาสติมิได้ ร้องไม่ออก จับข้างขึ้นตายจับข้างแรมไม่ตาย

9.ลำบองราหู เกิดในเดือน 1 เมื่อแรกจับ ทำพิษให้เจ็บไปทั่วทุกขุมขน ให้ขนชูชัน ให้ผื่นขึ้นทั้งตัว ให้สะดุ้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

10.ลำบองราหู เกิดในเดือน 2 เมื่อแรกจับ จับแต่ลำคอ กระทำให้อ้าปากร้องไห้อยู่ ให้กลืนน้ำกลืนข้าวกลืนนมไม่ได้ จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

11.ลำบองราหู เกิดในเดือน 3 เมื่อแรกจับ ทำให้ท้องขึ้นท้องพองเหลือกำหนด หายใจไม่ลง ร้องไห้ดิ้นรนอยู่ดังจะขาดใจ จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

12.ลำบองราหู เกิดในเดือน 4 เมื่อแรกจับ กระทำให้ตาเหลือง ให้กำมือ และขยับตัวไม่ได้ แข็งกระด้างไปทั้งตัว จับข้างขึ้นตาย จับข้างแรมไม่ตาย

ลักษณะกาฬโรค และสันนิบาตต่างๆ 

1.กาฬโรคชื่อกาฬเสตระ

     เมื่อแรกขึ้นทำให้ตกใจสะดุ้งก่อน แล้วจึงผุดมาตั้งยอดสีขาว มีน้ำใส มีอาการกระทำให้ฟกบวม และมึนไปทั่วทั้งตัวไม่รู้สึกตัว ผิวหน้าซีด หาโลหิตมิได้ ฝ่ามือฝ่าเท้าซีด ขาวเป็นใย ทำให้ทุรนทุรายยิ่งนัก โรคนี้ถ้าเกิดแก่ผู้ใด ท่านว่ารักษายากนัก

2.สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน

     สันนิบาตนี้ถ้าบังเกิดขึ้นกับบุคคลผู้ใด มักเกิดขึ้นที่ชายตับ ให้ตับโตออกมาจนคับโครง บางทีให้ตับหย่อนลงถึงตะคาก ให้จับเป็นเวลาดังเป็นไข้ ให้เย็นทั่วทั้งตัว ให้ท้องขึ้นท้องพอง ผะอืดผะอม

3.สันนิบาตทุวันโทษ

     เกิดแต่กองสมุฏฐาน 6 ประการ ประชุมพร้อมกันเข้าแล้วเมื่อใด มีอาการ กระทำให้หนาว ให้บิดคร้าน มักให้ร้อนเป็นกำลัง แล้วทำให้หนาวสะท้าน บริโภคอาหารไม่ได้ เหงื่อตก สยบมัวเมา ปากขม วิงเวียน ผิวหน้าแตกระแหง มักพึงใจสิ่งอันเย็น ปัสสาวะเหลือง ตาแดง ให้เล็บ และผิวเนื้อเหลือง มีกลิ่นดังสาบม้า ลักษณะดังกล่าวมานี้ จัดเป็นทุวันโทษในมหาสันนิบาต

4.สันนิบาตเจรียงอากาศ

     เมื่อบังเกิดมีอาการ ทำให้ผิวหน้าเหลืองดุจทาขมิ้น ฝ่ามือฝ่าเท้าเหลือง มักให้เวียนศีรษะ ให้เจ็บแสบในจักษุ กระหายน้ำ มักให้เป็นดังจะหลับแล้วมิหลับเล่า ให้เจ็บในอก ให้ปัสสาวะเหลือง ดุจน้ำกรักอันแก่ ดูสิ่งนานเห็น บริโภคอาหารไม่ได้ ซูบผอม โทษทั้งนี้เพราะเสมหะ 1 ส่วน วาโย 2 ส่วน ดี 4 ส่วน ระคนกัน

5.สันนิบาตเจรียงพระสมุทร

     เมื่อบังเกิดมีอาการกระทำให้ผิวเนื้อขาวซีด ฝ่ามือฝ่าเท้าซีด หนักมือ หนักเท้าเป็นกำลัง มักให้เจ็บทุกชิ้นเนื้อ ให้แน่นลำคอแน่นอก มักเป็นลมดังในคอ และให้เรอมิได้ขาด มักกระทำให้ขึ้งโกรธ มองดูสิ่งใดให้แดงไปสิ้น ครั้นเพ่งดูก็ย่อมเป็นวงไปทั้งนั้น โทษทั้งนี้เกิดแก่ดี 1 ส่วน เสมหะ 2 ส่วน วาโย 4 ส่วน ระคนกัน

6.สันนิบาตบังเกิดเพื่อเสมหะ

     เมื่อบังเกิดให้จับเป็นเวลาให้คอแห้งถึงทรวงอก ให้ปากแห้ง ฟันแห้ง ลิ้นเปื่อยแตกระแหง ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้เมื่อยทั้งตัว บริโภคอาหารไม่ได้ แน่นในลำคอเป็นกำลัง น้ำตาไหล

2.สันนิบาตบังเกิดเพื่อวาตะ

     เมื่อบังเกิดทำให้จับแน่นิ่งไป ครั้นแก้ฟื้นขึ้นมา ก็ให้ชักเท้ากำมือกำ ให้สะทกไปทั่วทั้งตัว ให้หน้ามืด ให้ตัวเย็น มือเท้าเย็น ร้อนในอกเป็นกำลัง ขัดอุจจาระ ปัสสาวะ ให้ผูกเป็นพรรดึก

3.สันนิบาตบังเกิดเพื่อ (เพราะ) โลหิต

     เมื่อบังเกิดให้เจ็บตั้งแต่รากขวัญลงมาถึงใบหู แล้วเข้าจับเอาแก้วตา ทำให้ตามืด และพิษนั้นจึงแล่นเข้าจับเอาดวงหทัย บางคนสลบไปดุจตาย บางคนให้จับมือเท้าโลดโผนโจนไป บางคนจับให้แน่นิ่งไป เรียกไม่ได้ยิน อ้าปากไม่ออก บางทีให้เขม่นไปทั่วทั้งตัว ให้ร้อนเป็นกำลัง บางทีจับให้เวียนศีรษะจนลุกไม่ได้

เบญจกาฬสันนิบาต 5 อย่าง

     อภิฆาตสันนิบาต, อภิวาราภัยสันนิบาต, อภิสังคสันนิบาต อาคันตุกสันนิบาต, วิสมสันนิบาต แต่ละอย่างมีลักษณะอาการ ดังนี้

     1). อภิฆาตสันนิบาต บังเกิดด้วยอำนาจผู้อื่นเบียดเบียน มีทุบถองโบยตี เป็นต้น จึงมีอาการให้ปวดศีรษะดังต้องพิษอันใดอันหนึ่ง มักให้ลงท้อง บริโภคอาหารไม่ได้ และมักโกรธ ให้กระหายน้ำให้เสียดไปทั้งตัว มักให้สลบ

     2). อภิวาราภัยสันนิบาต บังเกิดด้วยความเพียรกระทำการงาน และทรมานร่างกาย มิวายเวลาหาความสุขมิได้เป็นต้น จึงมีอาการกระทำให้ขลาด ให้เจรจาผิด ให้ทุกข์โศก และให้บังเกิดซึ่งความโกรธได้ มักให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว กระทำดุจปีศาจเข้าสิง มักให้คลั่ง ให้กลัวคนให้ใหลหลง และให้กระหายน้ำเป็นกำลัง

     3). อภิสังคสันนิบาต บังเกิดด้วยขัดแค้นเคืองขุ่นอันใดอันหนึ่ง และให้เจ็บช้ำน้ำใจ แล้วอาเจียนเป็นโลหิตออกมา มีอาการกระทำให้ขบศีรษะเสียดแทงไปทั้งตัว ให้สลบไปใจจะขาด ถ้าได้กลิ่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักให้ร้อนทุรนทุรายยิ่งนัก

     4). วิสมสันนิบาต บังเกิดด้วยบริโภคอาหารที่มีพิษ และถูกต้องสิ่งของอันมีพิษ เป็นอชินโรค กล่าวคือ ผิดสำแดง อนึ่ง ประพฤติอิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน คือแปลกถิ่นที่ดิน และที่นอน เป็นต้น จึงมีอาการกระทำให้บังเกิดอาการเช่นนั้น อนึ่งเกิดแก่เสพเบญจกามคุณ มักให้จิตใจฟุ้งซ่าน ให้สะอึกสะอื้น ให้ครั่นกาย ให้บริโภคอาหารมิได้ ท่านจึงกำหนดไว้ว่าเป็น วิสมสันนิบาต

     5). อาคันตุกสันนิบาต ว่าด้วยลักษณะสันนิบาตอันบังเกิดในที่สุด กำหนดแห่งสมุฏฐาน คือ 29 ราตรี ยังไปไม่ได้สำเร็จ และสมุฏฐานโรคนั้นจึงเจือระคนมา จึงได้นามว่าสันนิบาต ขอให้ไปดูในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยได้

สันนิบาตบังเกิดในกองสมุฏฐาน 4 ประการ ได้แก่

1). สันนิบาตเกิดเพื่อปิตตะสมุฏฐาน

2). สันนิบาตเกิดเพื่อเสมหะสมุฏฐาน

3). สันนิบาตเกิดเพื่อวาตะสมุฏฐาน

4). สันนิบาตเกิดเพื่อโลหิตสมุฏฐาน มีดังนี้

สันนิบาตเกิดเพื่อปิตตะสมุฏฐานมี 4 อย่าง

คือ


1.เกิดเพื่อ (เพราะ) ดีซึม ลักษณะอาการเมื่อบังเกิดกระทำให้ซึมไป หาสติสมปฤดีมิได้ ให้อิ่มไป ไม่อยากกินอาหาร สะบัดร้อนสะท้านหนาว

2.เกิดเพื่อ (เพราะ) ดีพลุ่ง ลักษณะอาการเมื่อบังเกิดกระทำให้คลั่งเป็นคราวๆ บางทีให้กล้า บางทีให้ขลาด ทำให้แน่นอกเป็นกำลัง ให้คอแห้ง ลำคอตีบ กินข้าวกินน้ำไม่ได้ ให้อาเจียน สวิงสวาย ให้พลุ่งขึ้นพลุ่งลงในอก ให้ยกมือยกเท้าขวักไขว่ไปมา

3.เกิดเพื่อ (เพราะ) ดีล้น ลักษณะอาการสันนิบาตเกิดเพื่อ (เพราะ) ดีล้น เมื่อบังเกิดมักให้โลดโผนไปทั้งตัว เห็นหน้าคน และสิ่งใดไม่ได้ ได้ยินได้ฟังสำเนียงอันใดก็ไม่ได้ สมมุติว่าต้องลมเพลมพัดก็ว่า มีปีศาจเข้าสิง ก็ว่า ไม่อยากอาหาร คอแห้ง กระหายน้ำ น้ำลายเหนียว มือเย็นเท้าเย็นแต่ตัวร้อน

4.เกิดเพื่อ (เพราะ) ดีรั่ว ลักษณะอาการเมื่อบังเกิดกระทำให้ลงดุจกินยารุ มูลเหลือง ดุจน้ำขมิ้นสด ให้เคลิบเคลิ้มไป หาสติมิได้ ให้หิวโหย บริโภคอาหารไม่อยู่ท้อง สวิงสวาย แน่นหน้าอกเป็นกำลัง และท้องลั่นอยู่เป็นนิจไม่ได้ขาด

ลักษณะอภิญญาณธาตุ 4มีดังนี้

1.ลักษณะชาติธาตุปถวี คือ ชาติธาตุปถวี กำเริบ หย่อน พิการ มีอาการกระทำให้เสมหะเน่า ให้เจ็บท้อง ท้องขึ้น ให้เสียดแทง และแปรเป็นอัมพฤกษ์ เป็นโรคกระษัย เป็นป้าง ให้เนื้อช้ำใน เล็บมือเล็บเท้าเขียว ให้โลหิตตกทวารหนักทวารเบา กินอาหารไม่อยู่ท้อง โทษทั้งนี้ เกิดแต่กองปถวีธาตุ กำเริบ หย่อน พิการ

2.ลักษณะชาติธาตุอาโป คือ อาโปธาตุ กำเริบ หย่อน พิการ มีอาการให้ลงท้อง เจ็บหน้าอก แปรเป็นกร่อน ขัดอุจจาระปัสสาวะ นอนไม่หลับ เป็นพรรดึกกลิ้งขึ้นกลิ้งลง ขัดสีข้าง ถ้าหญิงขัดซ้าย เยียวยายากนัก ถ้าแก้มิฟัง 7 วันตาย มีอาการแปรไปให้ขัดหัวเข่า และน่อง เท้าเย็นให้บังเกิดเสมหะกล้า ผอมแห้ง เจ็บอก ร้อนหน้าตาดังไข้จับ

3.ลักษณะชาติธาตุวาโย คือ วาโยธาตุ กำเริบ หย่อน พิการนั้น มีอาการกระทำให้หนักตา เป็นหิ่งห้อยกระจายออก ให้เมื่อยมือเมื่อยเท้า ให้เป็นตะคริว และลมจับโปง ให้ขัดหัวเข่า และเมื่อยสันหลัง ให้สองเกลียวคอนั้นแข็ง สมมุติว่าเป็นฝีเส้น มีอาเจียนลมเปล่า เจ็บอก ขัดในท้อง หนักตา

4.ลักษณะชาติธาตุเตโช คือเตโชธาตุ กำเริบ หย่อน พิการนั้น มีอาการกระทำให้ร้อนปลายมือปลายเท้า มีพิษเจ็บปวดดุจปลาดุกยัก แปรไปให้หลังมือบวม ให้ผื่นขึ้นทั่วสรรพางค์กาย เป็นดังผด และหัดให้เจ็บท้องให้ตกปุพโพโลหิต ให้มือเท้าตาย

ลักษณะอสุรินธัญญาณธาตุ 4 มีดังนี้

1.สมธาตุ ลักษณะอาการ สมธาตุยิ่งไปด้วยกองสรรพธาตุ มีอาการกระทำให้จับเป็นเวลา บางทีให้ตัวร้อน เท้าเย็น บางทีให้สวิงสวาย ให้เจ็บในอก บริโภคอาหารไม่รู้รส บางทีให้มึน ให้ทั้งโทษทั้งนี้ กล่าวคือ เสมหะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพร้อมกันในกองวีสติปถวี (กองธาตุดิน 20 อย่าง) ให้เป็นเหตุ

2.วิสมธาตุ ลักษณะอาการ วิสมธาตุยิ่งไปด้วยกองวาโยมีกำลัง คือ ทำให้ท้องลั่นอยู่เป็นนิจ บางวันให้ลง บางวันให้อยากอาหาร บางวันให้คับท้อง แน่นอกคับใจ เพลิงธาตุมิได้เสมอ วาโยเดินไม่สะดวก โทษทั้งนี้เกิดแต่กองฉกาลวาโย (กองธาตุลม 6 อย่าง) เป็นเหตุ

3.กติกธาตุ (ติกขธาตุ) ลักษณะอาการ กติกธาตุยิ่งไปด้วยสรรพิษทั้งปวง มีพิษดี พิษเสมหะ พิษลม เป็นอาทิพิษอันเศษเป็นที่สุด คือเพลิงธาตุนั้นแรง เผาอาหารฉับพลันยิ่งนัก กระทำให้จับเชื่อมมัว ทั้งกลางวันกลางคืน มิได้เว้นเวลา ให้ปวดศีรษะ ให้ผิวเนื้อแดง ตาแดงให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ ให้เป็นพรรดึก โทษทั้งนี้เกิดแต่กองจตุกาลเตโชธาตุ (กองธาตุไฟ 4 อย่าง) เป็นเหตุ

4.มันทธาตุ ลักษณะอาการ มันทธาตุนั้น ยิ่งไปด้วยเสมหะมีกำลัง คือเพลิงธาตุนั้นหย่อนเผาอาหารมิได้ย่อย กระทำให้ลงไปวันละ 2 – 3 เวลา ให้สวิงสวาย ให้ถอยแรงยิ่งนัก กระทำให้ท้องขึ้นมิรู้วาย ให้อุจจาระเป็นเมือกมันเป็นเปลว หยาบ และละเอียดระคนกัน ให้ปวดมวนเป็นกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองทวาทศอาโป (กองธาตุน้ำ 12 อย่าง) ให้เป็นเหตุ

***คัมภีร์สิทะิสารสงเคราะห์ อ้างอิง ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม กองการประกอบโรคศิลปะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การนวดไทยบำบัด(นวดรักษา) 14โรค เอกสารจัดทำเพื่อผู้พิการทางสายตาเพื่อการอ่านโดยใช้แอพพลิเคชั่นเสียง

การนวดพื้นฐาน 95ท่า หนังสือผ่านแอพพิเคชั่นเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา

จุดสัญญาณนวดแบบราชสำนัก กับข้อสอบภาคทฤษฎีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านการนวดไทย